สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้ขอแวะมาคุยเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะปวดหัวอยู่เงียบๆ นั่นก็คือเรื่อง “ค่าทำความสะอาดพรม” นั่นเองค่ะ! ใครที่บ้านมีพรมสวยๆ ปูอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพรมผืนเล็ก พรมผืนใหญ่ หรือพรมที่ปูเต็มห้องแบบที่ดิฉันเองก็เคยประสบปัญหามากับตัว คงจะเข้าใจดีว่าพรมเนี่ยสวยงามก็จริง แต่ดูแลให้สะอาดเอี่ยมอยู่เสมอโดยเฉพาะในสภาพอากาศบ้านเราที่ฝุ่นควันเยอะแถมยังชื้นง่าย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ?
บางทีคราบเล็กๆ น้อยๆ ที่เผลอทำหก หรือแม้แต่ฝุ่นที่มองไม่เห็นเนี่ย ถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและไรฝุ่นได้เลยนะ แถมยังทำให้พรมดูหมอง ไม่น่าใช้เหมือนเดิมอีกต่างหาก ฉันเองก็เคยคิดว่าซักเองก็ได้ประหยัดดี แต่พอลงมือทำจริงๆ เท่านั้นแหละค่ะ ทั้งเหนื่อย ทั้งเปลืองแรง แถมผลลัพธ์ก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ พรมบางผืนแทบจะพังคามือเลยก็มี!
เลยเริ่มหาข้อมูลว่าถ้าจะจ้างมืออาชีพมาช่วยเนี่ย ราคาค่าบริการมันจะประมาณเท่าไหร่ คุ้มค่ากับการลงทุนไหม แล้วเราจะเลือกบริษัททำความสะอาดพรมดีๆ ที่ไว้ใจได้ยังไงบ้าง ไม่ต้องกังวลนะคะ วันนี้ฉันได้รวบรวมข้อมูลดีๆ และประสบการณ์ส่วนตัวมาแบ่งปัน เพื่อให้ทุกคนได้เลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับพรมผืนโปรดของเราค่ะอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าค่าทำความสะอาดพรมในไทยตอนนี้ราคาประมาณไหน มีบริการอะไรบ้างที่น่าสนใจ และมีเคล็ดลับเลือกยังไงให้ได้พรมสะอาดเหมือนใหม่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณหรือคุณภาพ ตามฉันมาค่ะ เดี๋ยวเราจะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กันในบทความนี้เลยค่ะ
ไขข้อข้องใจ: ทำไมพรมผืนโปรดถึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ?

ความสำคัญของการดูแลพรมอย่างสม่ำเสมอ
หลายคนอาจจะมองข้ามว่าพรมของเราเนี่ย ไม่ได้มีแค่ความสวยงามที่ช่วยตกแต่งบ้านให้ดูอบอุ่นและหรูหราขึ้นมาทันตาเห็นเท่านั้นนะคะ แต่พรมยังเป็นเหมือนตัวกรองอากาศชั้นดีที่คอยดักจับฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่ขนสัตว์เลี้ยงเอาไว้ แถมบางทีอาจมีคราบสกปรกที่เราทำหกโดยไม่ตั้งใจซึมลงไปอีก พอคิดแบบนี้แล้ว ก็แอบตกใจเหมือนกันค่ะว่าเราเหยียบย่ำอยู่บนอะไรทุกวัน ยิ่งถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็กๆ หรือผู้สูงอายุด้วยแล้ว เรื่องสุขอนามัยนี่สำคัญสุดๆ เลยนะคะ เพราะเจ้าฝุ่นที่สะสมในพรมเนี่ย ไม่ได้มีแค่ฝุ่นทั่วไป แต่มันคือแหล่งรวมของเชื้อโรค ไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้ชั้นดีเลยล่ะค่ะ ฉันเองก็เคยมีประสบการณ์ที่พรมผืนโปรดดูหมองลงเรื่อยๆ ทั้งที่ก็ดูดฝุ่นอยู่สม่ำเสมอ แต่พอถึงเวลาที่ลูกเริ่มคลานเท่านั้นแหละค่ะ ก็ต้องกลับมานั่งคิดจริงจังเลยว่าเราปล่อยให้พรมเป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรกแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ ค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพคนในบ้านโดยตรงเลย นี่แหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมพรมถึงต้องการการดูแลที่มากกว่าแค่การดูดฝุ่นธรรมดาๆ
ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ได้ทำความสะอาดพรมอย่างถูกวิธี
เคยไหมคะที่พรมมีกลิ่นอับๆ ทั้งที่ก็ทำความสะอาดอยู่เรื่อยๆ? นั่นแหละค่ะเป็นสัญญาณเตือนว่าการทำความสะอาดของเราอาจจะยังไม่ถึงกึ๋นพอ ดิฉันเองก็เคยประสบปัญหาเดียวกันค่ะ บางทีทำน้ำหกนิดหน่อยก็คิดว่าไม่เป็นไร เช็ดๆ ถูๆ เดี๋ยวก็แห้ง แต่พอเวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นอับชื้นก็เริ่มโชยมาแล้วค่ะ ยิ่งในสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนชื้นแบบนี้ พรมยิ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียได้ง่ายมากๆ เลยนะคะ นอกจากเรื่องกลิ่นแล้ว พรมที่ไม่ได้ทำความสะอาดอย่างล้ำลึกก็จะมีคราบสกปรกฝังแน่นจนมองเห็นได้ชัด ทำให้พรมดูเก่า ไม่น่าใช้งานเหมือนตอนแรกที่ซื้อมาเลยค่ะ แล้วลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราปล่อยไว้แบบนั้นเรื่อยๆ นอกจากสุขภาพของคนในบ้านจะไม่ดีแล้ว พรมราคาแพงที่เราลงทุนซื้อมาก็จะเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย ซึ่งถ้าต้องซื้อพรมใหม่บ่อยๆ ก็คงจะไม่คุ้มค่าแน่ๆ ค่ะ ดังนั้นการทำความสะอาดพรมอย่างถูกวิธี ไม่ใช่แค่ทำให้พรมดูดี แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อีกด้วยนะ
บริการทำความสะอาดพรมที่หลากหลาย: ตอบโจทย์ทุกปัญหาคราบสกปรก
วิธีทำความสะอาดพรมแบบซักแห้ง (Dry Cleaning)
สำหรับใครที่กลัวพรมเปียก หรือพรมบางประเภทที่ไม่สามารถโดนน้ำได้เยอะๆ การทำความสะอาดแบบซักแห้ง (Dry Cleaning) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ เคยได้ยินว่าวิธีนี้จะใช้โฟม หรือผงเคมีพิเศษเข้ามาช่วยในการกำจัดสิ่งสกปรก ซึ่งตัวน้ำยาเหล่านี้จะเข้าไปจับสิ่งสกปรกบนพรม แล้วเราก็ใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงดูดออกไปอีกทีนึง ข้อดีคือพรมจะแห้งเร็วมากค่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นอับชื้นที่อาจเกิดขึ้นจากการที่พรมเปียกนานๆ แถมยังช่วยถนอมเนื้อพรมได้ดีมากๆ ด้วย เหมาะสำหรับพรมขนสัตว์ หรือพรมราคาแพงที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษค่ะ ฉันเองก็เคยใช้บริการแบบนี้กับพรมขนยาวที่ห้องรับแขก เพราะกลัวว่าถ้าซักน้ำแล้วขนจะจับตัวกันเป็นก้อน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพรมดูสดใสขึ้นมากจริงๆ ค่ะ แถมไม่มีกลิ่นน้ำยาเคมีติดพรมด้วย ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับพรมบางประเภทเลยล่ะค่ะ
วิธีทำความสะอาดพรมแบบซักเปียก (Wet Cleaning/Steam Cleaning)
มาถึงวิธีที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอย่างการซักแบบเปียก หรือบางทีก็เรียกว่า Steam Cleaning ค่ะ วิธีนี้จะใช้การฉีดพ่นน้ำยาทำความสะอาดลงบนพรม จากนั้นก็ใช้เครื่องขัดพรมและดูดน้ำเสียออก วิธีนี้เหมาะสำหรับพรมที่สกปรกมาก มีคราบฝังแน่น หรือมีกลิ่นอับชื้นรุนแรง เพราะน้ำและความร้อนจะช่วยสลายสิ่งสกปรกและฆ่าเชื้อโรคได้อย่างล้ำลึกกว่าค่ะ แต่ก็มีข้อควรระวังคือ หลังจากทำความสะอาดแล้ว พรมจะต้องใช้เวลาในการแห้งพอสมควร ซึ่งถ้าเป็นช่วงหน้าฝน หรือบ้านที่อากาศไม่ถ่ายเท อาจจะต้องระวังเรื่องกลิ่นอับที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ ส่วนตัวฉันเคยจ้างบริษัทมาทำความสะอาดพรมทั้งห้องนอนที่บ้านค่ะ ตอนนั้นพรมเก่ามาก มีคราบจากสัตว์เลี้ยงและฝุ่นสะสมเยอะจริงๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือพรมดูเหมือนใหม่เลยค่ะ คราบสกปรกหายไปหมด แถมรู้สึกได้ถึงความสะอาดสดชื่น แต่ก็ต้องเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมเป่าทั้งวันเลยนะคะกว่าจะแห้งสนิทจริงๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าประทับใจมากค่ะสำหรับพรมที่ต้องการการทำความสะอาดแบบล้ำลึกจริงๆ
บริการขจัดคราบเฉพาะจุดและฆ่าเชื้อโรค
บางครั้งพรมของเราอาจไม่ได้สกปรกไปทั้งผืน แต่อาจมีแค่คราบเฉพาะจุดที่กวนใจ เช่น คราบกาแฟ คราบไวน์ หรือคราบอาหารที่หกโดยไม่ตั้งใจค่ะ บริษัททำความสะอาดพรมหลายแห่งก็จะมีบริการขจัดคราบเฉพาะจุด (Spot Cleaning) โดยใช้น้ำยาพิเศษที่เหมาะกับคราบแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้พรมเสียหาย ซึ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะถ้าเราพยายามขจัดคราบเองโดยไม่รู้วิธี อาจทำให้คราบยิ่งฝังลึก หรือทำให้สีพรมด่างได้เลยนะคะ นอกจากนี้ การฆ่าเชื้อโรคก็เป็นอีกบริการเสริมที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก สัตว์เลี้ยง หรือผู้ป่วย เพราะมันช่วยกำจัดแบคทีเรีย ไวรัส และไรฝุ่นที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉันเองก็เคยเจอปัญหาคราบน้ำอัดลมบนพรมที่ห้องนั่งเล่นค่ะ ตอนแรกคิดว่าจะเช็ดออกง่ายๆ แต่กลายเป็นว่าคราบเหนียวมาก เลยตัดสินใจเรียกผู้เชี่ยวชาญมาจัดการ ปรากฏว่าคราบหายไปเกลี้ยงเลยค่ะ แถมยังรู้สึกสะอาดปลอดภัยมากขึ้นด้วย บริการแบบนี้ถือว่าตอบโจทย์มากๆ สำหรับการดูแลพรมให้สะอาดและถูกสุขอนามัยในระยะยาวค่ะ
เจาะลึกค่าบริการทำความสะอาดพรมในประเทศไทย: คุ้มค่าหรือไม่?
ปัจจัยที่มีผลต่อราคาค่าทำความสะอาดพรม
เวลาที่เราจะจ้างบริการทำความสะอาดพรม สิ่งแรกที่เรานึกถึงคงหนีไม่พ้นเรื่องราคาใช่ไหมคะ? แต่บอกเลยค่ะว่าราคาค่าบริการเนี่ย ไม่ได้มีราคาเดียวตายตัวนะคะ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆ เลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “ขนาดของพรม” ค่ะ ยิ่งพรมผืนใหญ่ หรือพื้นที่ในการทำความสะอาดเยอะ ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเขาจะคิดเป็นตารางเมตรค่ะ ถัดมาคือ “ประเภทของพรม” ค่ะ พรมแต่ละชนิดก็ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน พรมขนสัตว์ พรมไหม อาจจะมีราคาสูงกว่าพรมใยสังเคราะห์ เพราะต้องใช้น้ำยาและเทคนิคที่ละเอียดอ่อนกว่าเพื่อป้องกันความเสียหาย เคยเห็นบางบริษัทคิดราคาแยกตามประเภทพรมชัดเจนเลยค่ะ นอกจากนี้ “ความสกปรกของพรม” ก็มีผลมากๆ ถ้าพรมสกปรกมาก มีคราบฝังแน่น หรือมีกลิ่นอับรุนแรง ก็อาจจะต้องใช้เวลาและน้ำยาที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ และสุดท้ายคือ “เทคนิคการทำความสะอาด” ค่ะ บางวิธี เช่น การซักแห้ง หรือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาจมีราคาสูงกว่าการซักแบบเปียกทั่วไป ซึ่งฉันเองก็เคยเทียบราคาหลายๆ เจ้าก่อนจะตัดสินใจเลือกค่ะ บางทีถูกเกินไปก็แอบหวั่นเรื่องคุณภาพนะคะ ต้องดูให้ละเอียดจริงๆ ค่ะ
ค่าบริการโดยประมาณในตลาดไทย
เอาล่ะค่ะ มาถึงสิ่งที่หลายคนรอคอย นั่นก็คือราคาโดยประมาณในตลาดไทยตอนนี้ค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันได้สอบถามและใช้บริการมาหลายครั้ง ก็พอจะสรุปเป็นแนวทางให้ทุกคนได้พอเห็นภาพนะคะ โดยทั่วไปแล้ว ค่าบริการจะคิดเป็นตารางเมตรค่ะ สำหรับการทำความสะอาดพรมทั่วไปแบบซักเปียก อาจจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30-50 บาทต่อตารางเมตร แต่ถ้าเป็นพรมขนสัตว์ หรือพรมที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น พรมที่ต้องซักแห้ง ราคาก็อาจจะขยับขึ้นไปที่ 60-100 บาทต่อตารางเมตร หรืออาจจะสูงกว่านั้นได้อีกค่ะ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและชื่อเสียงของบริษัทด้วยนะคะ เคยเจอที่แพงกว่านี้ก็มีค่ะถ้าพรมมีคราบเฉพาะจุดที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษเพิ่มเติม หรือถ้าเป็นพรมผืนเล็กๆ ที่นำไปส่งซักที่ร้าน ก็อาจจะคิดเป็นผืนไปเลยค่ะ เริ่มต้นที่ 500-1,000 บาทขึ้นไป ส่วนพรมที่ต้องถอดไปซักที่โรงงานก็จะมีค่าขนส่งเพิ่มเติมด้วยค่ะ ฉันแนะนำว่าก่อนจะตัดสินใจ ควรขอใบเสนอราคาจากหลายๆ เจ้า เพื่อเปรียบเทียบราคาและบริการให้แน่ใจว่าจะได้ราคาที่สมเหตุสมผลและบริการที่ตรงใจที่สุดนะคะ
| ประเภทบริการ | ลักษณะงาน | ราคาโดยประมาณ (บาท/ตารางเมตร) |
|---|---|---|
| ซักพรมทั่วไป (ซักเปียก) | ทำความสะอาดด้วยน้ำยาและเครื่องดูดน้ำสำหรับพรมที่สกปรกปานกลางถึงมาก | 30 – 50 |
| ซักพรมพิเศษ (ซักแห้ง/พรมขนสัตว์) | ใช้โฟม/ผงเคมี หรือเทคนิคเฉพาะสำหรับพรมละเอียดอ่อน/ต้องการการดูแลพิเศษ | 60 – 100+ |
| ขจัดคราบเฉพาะจุด | บริการกำจัดคราบฝังแน่น เช่น กาแฟ ไวน์ | ขึ้นอยู่กับคราบและความยากง่าย (มักคิดแยก) |
| ฆ่าเชื้อโรค/กำจัดไรฝุ่น | ใช้ไอน้ำความร้อนสูงหรือน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับสุขอนามัยที่ดีขึ้น | มักเป็นบริการเสริม (เพิ่มประมาณ 10-20 บาท/ตร.ม.) |
เลือกบริษัททำความสะอาดพรมอย่างไร ไม่ให้ผิดหวัง?
มองหาความน่าเชื่อถือและประสบการณ์
การจะเลือกบริษัททำความสะอาดพรมดีๆ สักแห่งเนี่ย ไม่ใช่แค่ดูที่ราคาถูกอย่างเดียวนะคะ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความน่าเชื่อถือ” และ “ประสบการณ์” ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราจ้างบริษัทที่ไม่มีประสบการณ์ หรือใช้น้ำยาที่ไม่ได้มาตรฐานมาทำความสะอาดพรมราคาแพงของเรา พรมอาจจะเสียหาย หรือได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจก็ได้ค่ะ ฉันเองเคยพลาดมาแล้วค่ะ ไปเลือกบริษัทที่เสนอราคาถูกมากๆ โดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติ ปรากฏว่าพรมที่ได้กลับมามีกลิ่นน้ำยาเคมีแรงมาก แถมคราบก็ออกไม่หมด ต้องมานั่งเสียใจทีหลังเลยค่ะ ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ควรจะดูรีวิวจากลูกค้าเก่าๆ หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต สอบถามเพื่อนหรือคนรู้จักที่เคยใช้บริการ จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ บริษัทที่มีประสบการณ์มานานมักจะมีทีมงานที่เชี่ยวชาญ รู้จักประเภทพรมและวิธีการทำความสะอาดที่เหมาะสม ทำให้เรามั่นใจได้ว่าพรมของเราจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดค่ะ ไม่ต้องเสี่ยงกับการเสียเงินฟรีๆ ด้วยนะ
อุปกรณ์ เทคนิค และน้ำยาที่ใช้
อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันว่าสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ “อุปกรณ์ เทคนิค และน้ำยา” ที่บริษัทเหล่านั้นใช้ค่ะ บริษัทที่ดีจะต้องมีเครื่องมือที่ทันสมัยและเหมาะสมกับพรมแต่ละประเภทนะคะ อย่างพรมที่สกปรกมากๆ ก็ต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรมที่พลังดูดสูง หรือถ้าเป็นพรมที่ต้องการความละเอียดอ่อนก็อาจจะต้องใช้เทคนิคซักแห้งเป็นต้นค่ะ และที่สำคัญมากๆ เลยคือน้ำยาทำความสะอาดค่ะ ต้องเป็นน้ำยาที่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ทิ้งสารตกค้าง และไม่ทำให้พรมเสียหายหรือสีซีดจาง เคยถามบางบริษัท เขาจะบอกเลยค่ะว่าใช้น้ำยาแบบไหน มีใบรับรองไหม ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งค่ะ ลองสอบถามรายละเอียดเหล่านี้จากบริษัทก่อนตัดสินใจนะคะ เพื่อให้มั่นใจว่าพรมของเราจะได้รับการดูแลด้วยวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่สะอาด แต่ยังคงสภาพดีและไม่เป็นอันตรายต่อคนในบ้านด้วยค่ะ
เคล็ดลับยืดอายุพรมคู่ใจ ให้สวยเหมือนใหม่เสมอ

การดูแลพรมเบื้องต้นด้วยตัวเอง
นอกจากการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลแล้ว การที่เราดูแลพรมเบื้องต้นด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุพรมให้ดูใหม่และสะอาดอยู่เสมอเลยค่ะ ดิฉันเองก็ทำเป็นประจำนะคะ อย่างแรกเลยคือ “การดูดฝุ่น” ค่ะ ควรดูดฝุ่นพรมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีคนเดินผ่านบ่อยๆ การดูดฝุ่นเป็นประจำจะช่วยกำจัดฝุ่นละออง ขนสัตว์ และสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ยังไม่ฝังลึกได้เป็นอย่างดีค่ะ เลือกเครื่องดูดฝุ่นที่มีหัวแปรงสำหรับพรมโดยเฉพาะก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพดีขึ้นนะคะ นอกจากนี้ ถ้ามีคราบสกปรกหกใส่พรม ควรรีบทำความสะอาดทันทีค่ะ อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะคราบจะฝังแน่นและทำความสะอาดได้ยากขึ้นไปอีกค่ะ ใช้ผ้าสะอาดซับคราบเบาๆ จากด้านนอกเข้าด้านใน เพื่อไม่ให้คราบขยายวงกว้างออกไป และที่สำคัญคือห้ามขัดถูแรงๆ เด็ดขาดเลยนะคะ เพราะจะทำให้เส้นใยพรมเสียหายได้ การดูแลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะที่จะช่วยให้พรมของเราอยู่กับเราไปนานๆ
การจัดการกับคราบและกลิ่นอับเฉพาะหน้า
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเจอปัญหาคราบและกลิ่นอับบนพรมแบบไม่ทันตั้งตัวใช่ไหมคะ? ไม่ต้องตกใจค่ะ มีวิธีจัดการเบื้องต้นที่สามารถทำได้เองเพื่อบรรเทาสถานการณ์ก่อนจะเรียกมืออาชีพมาช่วยค่ะ สำหรับคราบของเหลว เช่น กาแฟ น้ำอัดลม ควรรีบใช้ผ้าแห้งสะอาดซับทันทีค่ะ พยายามซับออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นอาจจะใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดพรมอ่อนๆ (สำหรับพรมโดยเฉพาะนะคะ) บิดหมาดๆ แล้วซับเบาๆ อีกครั้ง แล้วตามด้วยผ้าแห้งซับให้แห้งที่สุดค่ะ สำหรับกลิ่นอับชื้น ลองใช้เบกกิ้งโซดาโรยให้ทั่วพรม ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงหรือนานกว่านั้นหน่อย แล้วค่อยดูดฝุ่นออกค่ะ เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดซับกลิ่นได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ หรือถ้ามีแสงแดดส่องถึง ก็อาจจะยกพรมออกไปผึ่งแดดบ้างเป็นครั้งคราว ก็จะช่วยลดกลิ่นอับและความชื้นได้ดีมากๆ เลยค่ะ แต่ต้องระวังอย่าให้โดนแดดแรงเกินไปจนสีพรมซีดนะคะ การรู้วิธีจัดการเฉพาะหน้าแบบนี้จะช่วยให้พรมของเราสะอาดและไม่มีกลิ่นกวนใจได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ
ทำความสะอาดพรมเอง vs จ้างมืออาชีพ: อะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุด?
ข้อดีข้อเสียของการทำความสะอาดด้วยตัวเอง
แน่นอนว่าการทำความสะอาดพรมด้วยตัวเองก็มีข้อดีที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “ประหยัดค่าใช้จ่าย” ค่ะ ไม่ต้องเสียเงินจ้างบริษัทภายนอก ซึ่งถ้าเป็นพรมผืนเล็กๆ หรือแค่ต้องการดูดฝุ่นเป็นประจำ การทำเองก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ยัง “สะดวกสบาย” ในแง่ที่ว่าเราสามารถทำได้ทุกเมื่อที่เราต้องการ ไม่ต้องรอคิวบริษัท หรือกังวลเรื่องเวลาที่ไม่ตรงกัน แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณาค่ะ อย่างที่ฉันเคยเจอมาเองคือ “เหนื่อยและเปลืองแรง” มากค่ะ โดยเฉพาะถ้าพรมมีขนาดใหญ่ หรือสกปรกมาก การจะทำความสะอาดให้ทั่วถึงและสะอาดจริงๆ เนี่ย ใช้พลังงานเยอะสุดๆ เลยค่ะ แถมบางที “ผลลัพธ์ก็ไม่ถูกใจ” ค่ะ อาจจะทำความสะอาดได้ไม่ล้ำลึกพอ คราบยังคงฝังอยู่ หรือพรมอาจจะแห้งไม่สนิทจนเกิดกลิ่นอับได้ และที่สำคัญคือ “ความเสี่ยงต่อความเสียหาย” ค่ะ ถ้าเราใช้น้ำยาที่ไม่เหมาะสม หรือทำความสะอาดผิดวิธี พรมอาจจะสีซีด เนื้อพรมเสียหาย หรือพังไปเลยก็ได้นะคะ ถ้าพรมราคาแพงมากๆ การทำเองก็ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องคิดหนักเลยค่ะ
เมื่อไหร่ที่ควรเรียกใช้บริการมืออาชีพ?
หลังจากที่ลองทำความสะอาดเองมาหลายครั้ง ฉันก็เริ่มเข้าใจแล้วค่ะว่ามันจะมีจุดที่เราควรจะยอมแพ้และเรียกใช้บริการมืออาชีพจริงๆ นะคะ อย่างแรกเลยคือ “พรมมีขนาดใหญ่มาก” ค่ะ หรือเป็นพรมที่ปูเต็มห้อง ซึ่งการทำความสะอาดเองเป็นเรื่องที่เกินกำลังมากๆ ค่ะ การจะยกพรมไปซัก หรือจะหาเครื่องมือมาทำความสะอาดเองมันเป็นไปได้ยากและไม่สะดวกเลยค่ะ ถัดมาคือ “พรมสกปรกมาก มีคราบฝังแน่น หรือกลิ่นอับรุนแรง” ค่ะ คราบที่ฝังแน่นลึกๆ หรือกลิ่นที่ซึมเข้าไปในพรมเนี่ย น้ำยาและอุปกรณ์ที่เรามีเองอาจจะไม่สามารถกำจัดออกไปได้หมดค่ะ ต้องอาศัยเทคนิคและน้ำยาเฉพาะทางของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ อีกกรณีคือ “พรมมีราคาแพง หรือเป็นพรมประเภทพิเศษ” เช่น พรมขนสัตว์ พรมเปอร์เซีย การทำความสะอาดผิดวิธีอาจทำให้พรมเสียหายอย่างถาวรได้เลยค่ะ การจ้างมืออาชีพที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญจะช่วยปกป้องพรมของเราได้ดีที่สุดค่ะ และสุดท้ายคือ “ไม่มีเวลา หรือต้องการความสะดวกสบายสูงสุด” ค่ะ บางทีเราก็แค่ต้องการให้พรมสะอาดโดยที่เราไม่ต้องมานั่งปวดหัวและเสียเวลาเอง การลงทุนจ้างมืออาชีพจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากๆ เลยค่ะ
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการดูแลพรมที่คุณอาจสงสัย
ทำความสะอาดพรมบ่อยแค่ไหนดีที่สุด?
คำถามนี้ฉันได้ยินบ่อยมากๆ เลยค่ะ และบอกเลยว่าไม่มีคำตอบตายตัวเป๊ะๆ หรอกนะคะ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเลยค่ะ อย่างแรกคือ “การใช้งาน” ถ้าเป็นพรมในบริเวณที่มีคนเดินผ่านบ่อยๆ เช่น ห้องนั่งเล่น ทางเดิน หรือบ้านที่มีเด็กเล็ก สัตว์เลี้ยง ก็ควรจะดูดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเลยค่ะ แต่ถ้าเป็นพรมในห้องที่ใช้งานน้อย เช่น ห้องรับแขกที่นานๆ ครั้งถึงจะมีแขก ก็อาจจะดูดฝุ่นแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็พอค่ะ ส่วนการซักทำความสะอาดแบบล้ำลึกโดยมืออาชีพนั้น โดยทั่วไปแล้ว “แนะนำให้ทำอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง” ค่ะ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่ฝังลึก ไรฝุ่น และเชื้อโรคต่างๆ ที่การดูดฝุ่นปกติไม่สามารถทำได้หมด แต่ถ้าบ้านไหนมีคนเป็นภูมิแพ้ หรือมีสัตว์เลี้ยง อาจจะพิจารณาซักบ่อยขึ้นเป็นทุกๆ 6 เดือนก็ได้ค่ะ ฉันเองก็ยึดหลักนี้เลยค่ะ พรมในห้องนั่งเล่นนี่ดูดฝุ่นแทบทุกวัน ส่วนซักใหญ่ก็ปีละครั้งค่ะ รู้สึกว่าช่วยให้พรมสะอาดและอากาศในบ้านดีขึ้นเยอะเลยค่ะ
กลิ่นอับบนพรมเกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร?
โอ๊ย! เรื่องกลิ่นอับบนพรมเนี่ย เป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ ค่ะ เคยเจอมากับตัวแล้วปวดหัวมากๆ เลย สาเหตุหลักๆ ของกลิ่นอับเนี่ย มักจะมาจาก “ความชื้นที่สะสม” อยู่ในพรมค่ะ โดยเฉพาะในสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนชื้น บางทีทำน้ำหกแล้วเช็ดไม่แห้งสนิท หรือการซักพรมแล้วพรมแห้งไม่สนิท ก็ทำให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียที่ปล่อยกลิ่นอับออกมาได้ค่ะ นอกจากนี้ “สิ่งสกปรกที่ฝังแน่น” เช่น คราบอาหาร คราบเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ฉี่สัตว์เลี้ยงที่ซึมลงไปในพรม ก็เป็นแหล่งเพาะเชื้อและทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เช่นกันค่ะ วิธีแก้ไขเบื้องต้นก็อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ คือรีบทำความสะอาดคราบทันทีที่เกิดเหตุ และใช้เบกกิ้งโซดาโรยเพื่อดูดซับกลิ่น แต่ถ้ากลิ่นฝังลึกจริงๆ หรือมีกลิ่นอับชื้นรุนแรง “การจ้างมืออาชีพมาทำความสะอาดแบบล้ำลึกด้วยไอน้ำร้อน หรือการซักแห้งเฉพาะทาง” จะช่วยกำจัดสาเหตุของกลิ่นได้อย่างหมดจดที่สุดค่ะ เพราะเขาจะมีน้ำยาและเทคนิคพิเศษที่สามารถเข้าถึงและกำจัดเชื้อโรคที่เป็นต้นตอของกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รับรองว่าพรมกลับมาหอมสดชื่นเหมือนใหม่แน่นอนค่ะ
บทสรุปของเรื่องราวพรมผืนโปรดของเรา
หลังจากที่เราได้เจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลพรมกันมาอย่างเต็มอิ่ม ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนๆ จะได้รับข้อมูลและเคล็ดลับดีๆ ที่เป็นประโยชน์กลับไปใช้ในการดูแลพรมผืนโปรดที่บ้านกันนะคะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง การดูแลพรมไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความสะอาดเท่านั้นค่ะ แต่มันคือการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของคนในครอบครัว และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของพรมราคาแพงให้ดูใหม่และสวยงามอยู่เสมอด้วยนะ การที่เราหมั่นดูดฝุ่นเป็นประจำและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะเรียกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้พรมของเราสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆ ที่มองไม่เห็น การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะที่จะทำให้บ้านของเราน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ จำไว้นะคะว่าพรมที่สะอาดไม่ใช่แค่สวย แต่ยังปลอดภัยต่อทุกคนในบ้านด้วยค่ะ อย่าลืมนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ แล้วคุณจะรักพรมผืนโปรดของคุณมากขึ้นอีกหลายเท่าเลย!
ข้อมูลน่ารู้เพื่อการดูแลพรมให้ดูใหม่เสมอ
1. หมุนพรมเป็นประจำ: เพื่อให้พรมสึกหรอเท่ากันทั่วทั้งผืน ควรหมุนพรมทุก 6-12 เดือน โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเดินผ่านบ่อยๆ ค่ะ วิธีนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของพรมให้ยาวนานขึ้น และคงความสวยงามได้สม่ำเสมอค่ะ
2. ใช้พรมเช็ดเท้าคุณภาพดี: การวางพรมเช็ดเท้าทั้งด้านในและด้านนอกประตูทางเข้าบ้านจะช่วยดักจับฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และความชื้นจากรองเท้าก่อนที่จะเข้ามาในบ้านได้มากถึง 80% เลยทีเดียวค่ะ ถือเป็นการป้องกันที่ดีมากๆ
3. ทดสอบน้ำยาทำความสะอาดเสมอ: ก่อนใช้น้ำยาทำความสะอาดพรมใหม่ๆ หรือแม้แต่น้ำยาที่ใช้เป็นประจำ ควรทดสอบกับบริเวณเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาของพรมก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำยาจะไม่ทำให้สีพรมซีดจาง หรือเนื้อพรมเสียหายค่ะ
4. ควบคุมความชื้นในบ้าน: ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย การใช้เครื่องลดความชื้นในห้องที่มีพรม หรือเปิดหน้าต่างระบายอากาศเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อราและกลิ่นอับบนพรมได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
5. จัดการคราบหกทันที: อย่าปล่อยให้คราบต่างๆ ฝังแน่นบนพรมนะคะ เพราะยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ คราบก็ยิ่งทำความสะอาดได้ยากขึ้นเท่านั้นค่ะ ควรรีบใช้ผ้าสะอาดซับคราบออกทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อไม่ให้คราบกระจายเป็นวงกว้างค่ะ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำเกี่ยวกับพรม
- พรมไม่ใช่แค่สวยงาม แต่คือตัวกรองอากาศ: พรมดักจับฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้มากมาย การทำความสะอาดสม่ำเสมอจึงจำเป็นต่อสุขภาพคนในบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้ป่วยภูมิแพ้ที่ต้องการสุขอนามัยที่ดีเป็นพิเศษ
- ปัญหาที่พบบ่อยจากพรมสกปรก: กลิ่นอับชื้น เชื้อรา แบคทีเรีย คราบฝังแน่น และการเสื่อมสภาพของพรม ล้วนเป็นผลมาจากการละเลยการทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและทำให้พรมดูเก่าเร็ว
- บริการทำความสะอาดหลากหลาย: มีทั้งการซักแห้ง (Dry Cleaning) ที่เหมาะสำหรับพรมที่บอบบางและไม่ต้องการความชื้นมาก หรือการซักเปียก (Wet/Steam Cleaning) ที่เหมาะสำหรับพรมที่สกปรกมากและต้องการการทำความสะอาดเชิงลึก ควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับประเภทและสภาพของพรม
- ปัจจัยค่าบริการ: ราคาค่าทำความสะอาดพรมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดของพรม ประเภทของพรม ระดับความสกปรก และเทคนิคการทำความสะอาดที่เลือกใช้ จึงควรเปรียบเทียบราคาและบริการจากหลายๆ บริษัทเพื่อความคุ้มค่าและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- เลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ: สิ่งสำคัญคือต้องมองหาผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์ มีความน่าเชื่อถือ ใช้อุปกรณ์และน้ำยาที่ได้มาตรฐาน และมีรีวิวที่ดีจากลูกค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพรมของคุณจะได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุด
- ดูแลเบื้องต้นด้วยตัวเอง: การดูดฝุ่นพรมเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง การจัดการคราบสกปรกทันทีที่เกิดขึ้น และการใช้เบกกิ้งโซดาช่วยดูดซับกลิ่นอับ จะช่วยยืดอายุและคงความสะอาดของพรมได้เป็นอย่างดีก่อนถึงคิวผู้เชี่ยวชาญ
- เมื่อไหร่ที่ควรเรียกมืออาชีพ: ควรพิจารณาเรียกใช้บริการทำความสะอาดจากมืออาชีพเมื่อพรมมีขนาดใหญ่มาก มีคราบฝังลึก กลิ่นอับรุนแรง พรมมีราคาแพงและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หรือเมื่อคุณไม่มีเวลาและต้องการความสะดวกสบายสูงสุดในการดูแลพรม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ค่าทำความสะอาดพรมในประเทศไทยโดยทั่วไปแล้วราคาประมาณเท่าไหร่คะ?
ตอบ: โอ้โห! คำถามยอดฮิตเลยค่ะ เพราะเรื่องราคานี่แหละที่ทำให้หลายคนตัดสินใจยากใช่ไหมคะ? จากประสบการณ์ตรงของฉันที่เคยตามหาข้อมูลและสอบถามมาหลายเจ้ามากๆ เนี่ย บอกเลยว่าค่าบริการทำความสะอาดพรมในไทยค่อนข้างหลากหลายเลยค่ะ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆ แต่ถ้าจะให้บอกเป็นตัวเลขคร่าวๆ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมนะคะ สำหรับพรมผืนเล็กๆ อย่างพรมเช็ดเท้าหรือพรมปูข้างเตียง อาจจะเริ่มต้นที่หลักร้อยบาทไปจนถึงพันต้นๆ ค่ะ ส่วนพรมขนาดกลางไปจนถึงพรมขนาดใหญ่ที่ปูเต็มห้อง หรือพรมที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ อาจจะมีราคาตั้งแต่หลักพันปลายๆ ไปจนถึงหลายพันบาทเลยทีเดียวค่ะ บางทีฉันก็เจอแบบเหมาเป็นตารางเมตร ซึ่งตกประมาณ 20-50 บาทต่อตารางเมตรก็มีนะคะ แต่ราคานี้ก็ไม่ได้ตายตัวเสมอไปนะ เพราะแต่ละบริษัทก็มีมาตรฐานการคิดราคาและบริการที่แตกต่างกันออกไปค่ะ บางบริษัทอาจจะรวมค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ หรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดพิเศษไปแล้ว ในขณะที่บางบริษัทอาจจะคิดแยกส่วน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการสอบถามราคาและรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจค่ะ จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวทีหลังไงคะ
ถาม: ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อค่าบริการทำความสะอาดพรม ทำให้ราคาแตกต่างกันไปคะ?
ตอบ: นี่แหละค่ะเป็นสิ่งที่เราต้องรู้ไว้เลย เพราะมันจะช่วยให้เราประมาณงบประมาณได้คร่าวๆ และเลือกบริการที่เหมาะสมได้ด้วยค่ะ จากที่ฉันเคยไปเปรียบเทียบราคามานะคะ มีหลายปัจจัยเลยที่ทำให้ค่าบริการทำความสะอาดพรมไม่เท่ากันค่ะ อย่างแรกเลยคือ ขนาดของพรม ค่ะ แน่นอนว่าพรมผืนใหญ่ย่อมมีราคาสูงกว่าพรมผืนเล็กเป็นธรรมดา เพราะใช้เวลาและแรงงานมากกว่านั่นเองค่ะ ถัดมาคือ ชนิดของพรม ค่ะ พรมแต่ละชนิด เช่น พรมขนสัตว์ พรมใยสังเคราะห์ พรมไหม หรือพรมทอมือ แต่ละอย่างก็ต้องการวิธีการทำความสะอาดและน้ำยาที่แตกต่างกัน ทำให้ราคาต่างกันไปด้วยค่ะ พรมที่สกปรกมากเป็นพิเศษ มีคราบฝังลึก หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์รุนแรง ก็อาจจะมี ค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับคราบพิเศษ เหล่านั้นค่ะ เพราะต้องใช้เทคนิคและน้ำยาเฉพาะทางมากขึ้น อีกอย่างคือ วิธีการทำความสะอาด ค่ะ บางบริษัทอาจมีบริการซักพรมแบบแห้ง (Dry Cleaning) หรือซักพรมแบบเปียก (Wet Cleaning/Steam Cleaning) ซึ่งแต่ละวิธีก็มีต้นทุนและประสิทธิภาพต่างกันไปค่ะ สุดท้ายคือ ชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญของบริษัท ค่ะ บริษัทที่มีประสบการณ์ยาวนาน มีรีวิวดีๆ มีทีมงานมืออาชีพ มักจะมีราคาที่สูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งฉันมองว่าบางทีก็คุ้มค่านะคะ เพราะได้ความสบายใจและผลงานที่น่าพอใจจริงๆ ค่ะ
ถาม: แล้วเราจะมีวิธีเลือกบริษัททำความสะอาดพรมที่น่าเชื่อถือและได้ผลลัพธ์ดีๆ ได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: ข้อนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะเลือกผิดชีวิตเปลี่ยน พรมสวยๆ ของเราอาจจะพังได้เลยนะ! จากประสบการณ์ตรงของฉันที่เคยเจอปัญหามาบ้าง ทำให้รู้เลยว่าการเลือกบริษัททำความสะอาดพรมที่ดีต้องพิถีพิถันหน่อยค่ะ เคล็ดลับแรกเลยนะคะคือ อ่านรีวิวและสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ค่ะ ปากต่อปากนี่แหละดีที่สุด!
ลองดูว่าบริษัทไหนมีชื่อเสียงดี ได้รับคำชมเยอะๆ หรือมีคนแนะนำมา เพราะนั่นหมายถึงคุณภาพที่เชื่อถือได้ค่ะ สองคือ สอบถามรายละเอียดการให้บริการให้ชัดเจน ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำความสะอาด น้ำยาที่ใช้ ระยะเวลาในการทำงาน หรือการรับประกันผลงาน หากพรมเสียหายจากการทำความสะอาด เขาจะรับผิดชอบอย่างไรบ้าง เราต้องรู้ไว้เพื่อความสบายใจของเราเองค่ะ สามคือ เปรียบเทียบราคาจากหลายๆ บริษัท ค่ะ อย่าเพิ่งตัดสินใจเลือกเจ้าแรกที่เจอ ลองขอใบเสนอราคาจากหลายๆ ที่มาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้ได้ราคาที่สมเหตุสมผลและบริการที่ตรงใจที่สุดค่ะ แต่ก็อย่าเลือกที่ถูกที่สุดเสมอไปนะคะ เพราะบางทีของถูกและดีก็หายากค่ะ ที่สำคัญคือต้องเลือกบริษัทที่มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สำหรับพรมของเรา เช่น ถ้าพรมเราเป็นพรมขนสัตว์แท้ ก็ควรเลือกบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำความสะอาดพรมชนิดนี้โดยเฉพาะค่ะ และสุดท้ายคือ สังเกตการตอบคำถามและความใส่ใจของพนักงาน ค่ะ ถ้าเขาให้ข้อมูลชัดเจน ตอบคำถามเราได้ทุกอย่าง แสดงว่าเขามีความเป็นมืออาชีพและใส่ใจในงานบริการจริงๆ ค่ะ การทำความสะอาดพรมไม่ใช่แค่ทำให้พรมดูสะอาด แต่ต้องทำให้พรมของเรามีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นด้วยนะคะ เลือกดีๆ พรมสวยๆ จะอยู่กับเราไปอีกนานเลยค่ะ!






