ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับใครหลายคนที่ต้องการเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ ขยายกิจการ หรือแม้กระทั่งซื้อบ้าน รถ หรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การเข้าใจถึงดอกเบี้ยและผลกระทบของมันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะดอกเบี้ยสามารถส่งผลกระทบต่อภาระทางการเงินของเราได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การวางแผนทางการเงินและการทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยล่ะดอกเบี้ย: เพื่อนหรือศัตรูทางการเงิน?ดอกเบี้ยนั้นเป็นเหมือนดาบสองคม มันสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งได้เช่นกัน หากเราไม่รู้จักวิธีการจัดการและควบคุมมันอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากเรากู้เงินมาซื้อบ้าน ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนอาจจะดูไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกันตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระแล้ว อาจจะมากกว่าเงินต้นที่เรากู้มาเสียอีกเทรนด์และประเด็นดอกเบี้ยที่น่าจับตามองในปัจจุบันจากการสำรวจเทรนด์ล่าสุดเกี่ยวกับดอกเบี้ยในประเทศไทย พบว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของ Fintech และแพลตฟอร์มการกู้ยืมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการกู้ยืมที่หลากหลายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังเรื่องความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของแพลตฟอร์มเหล่านั้นด้วยอนาคตของดอกเบี้ย: สิ่งที่ควรรู้และเตรียมพร้อมในอนาคต คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี AI และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในการให้สินเชื่อมากขึ้น ทำให้สถาบันการเงินสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยจะมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจดอกเบี้ยกับชีวิตประจำวัน: มองให้รอบด้านดอกเบี้ยไม่ได้มีผลกระทบแค่กับการกู้ยืมเงินเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อการออมเงินและการลงทุนด้วย เช่น หากเราฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ เราก็จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน แต่หากอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าของเงินออมของเราก็จะลดลง ดังนั้น การเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญประสบการณ์ตรง: ดอกเบี้ยที่เจ็บปวดและบทเรียนที่ได้รับจากการที่ผมเคยมีประสบการณ์ในการกู้เงินมาทำธุรกิจ ผมพบว่าการวางแผนทางการเงินและการคำนวณดอกเบี้ยอย่างรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเราประเมินความสามารถในการชำระหนี้ต่ำเกินไป อาจจะทำให้เราต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น ผมจึงอยากแนะนำให้ทุกคนศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจกู้เงินดอกเบี้ย: เรื่องที่ต้องใส่ใจ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวถึงแม้ว่าดอกเบี้ยจะเป็นสิ่งที่ดูน่ากลัวสำหรับใครหลายคน แต่หากเรามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้มาทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยให้มากขึ้นในบทความต่อไปนี้กันเลย!
ไขความลับ: ดอกเบี้ยทำงานอย่างไร?

1. ดอกเบี้ย: ราคาของการยืมเงิน
ดอกเบี้ยก็เหมือนค่าเช่าที่เราจ่ายให้กับการใช้เงินของคนอื่น เมื่อเรายืมเงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนสำหรับการใช้เงินนั้น ดอกเบี้ยมักจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี (APR) ซึ่งหมายถึงจำนวนดอกเบี้ยที่เราจะต้องจ่ายสำหรับเงินที่ยืมมาตลอดทั้งปี
อัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ประเภทของสินเชื่อ, ระยะเวลาในการผ่อนชำระ, ความเสี่ยงของผู้กู้, และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น สินเชื่อบ้าน) มักจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล) เนื่องจากมีความเสี่ยงสำหรับผู้ให้กู้น้อยกว่า
2. ดอกเบี้ยทบต้น: มหัศจรรย์หรือภาระ?
ดอกเบี้ยทบต้นคือดอกเบี้ยที่คำนวณจากเงินต้นเดิมรวมกับดอกเบี้ยที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่าเราจะได้รับดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่เราได้รับมาแล้ว ซึ่งเป็นเหมือนการเพิ่มพูนผลตอบแทนอย่างทวีคูณ
ตัวอย่างเช่น หากเราฝากเงิน 10,000 บาท ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นทุกปี ในปีแรกเราจะได้รับดอกเบี้ย 200 บาท ทำให้ยอดเงินรวมเป็น 10,200 บาท ในปีที่สองเราจะได้รับดอกเบี้ยจาก 10,200 บาท ไม่ใช่แค่ 10,000 บาท ทำให้ได้รับดอกเบี้ยมากกว่าเดิมเล็กน้อย และเมื่อเวลาผ่านไป ผลกระทบของดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น
3. ดอกเบี้ยคงที่ vs. ดอกเบี้ยลอยตัว: เลือกแบบไหนดี?
ดอกเบี้ยคงที่คืออัตราดอกเบี้ยที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาของสินเชื่อ ซึ่งทำให้เราสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างแม่นยำ เพราะรู้ว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ในแต่ละงวด
ในทางกลับกัน ดอกเบี้ยลอยตัวคืออัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด เช่น อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (เช่น MLR, MOR, MRR) หากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงปรับตัวสูงขึ้น ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายก็จะสูงขึ้นด้วย แต่หากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงปรับตัวลดลง ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายก็จะลดลงเช่นกัน
ทำความเข้าใจ: ประเภทของดอกเบี้ยและสินเชื่อ
1. สินเชื่อบ้าน: ดอกเบี้ยที่ต้องพิจารณา
การซื้อบ้านมักจะเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของใครหลายคน ดังนั้น การทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ประเภทของสินเชื่อ (เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยคงที่, สินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว, สินเชื่อแบบผสม), ระยะเวลาในการผ่อนชำระ, และเครดิตของผู้กู้
นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อบ้านที่เราต้องพิจารณา เช่น ค่าธรรมเนียมการประเมินราคา, ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง, และค่าประกันอัคคีภัย ดังนั้น เราควรเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายๆ สถาบันการเงินก่อนตัดสินใจเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด
2. สินเชื่อรถยนต์: ดอกเบี้ยที่ต้องระวัง
การซื้อรถยนต์ก็เป็นการตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์มักจะสูงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์สินที่เสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว เราควรพิจารณาเรื่องของเงินดาวน์และระยะเวลาในการผ่อนชำระด้วย หากเราวางเงินดาวน์มาก เราก็จะสามารถลดจำนวนเงินที่ต้องกู้และลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายได้ หากเราเลือกระยะเวลาในการผ่อนชำระที่สั้นลง เราก็จะสามารถจ่ายดอกเบี้ยโดยรวมน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องจ่ายค่างวดที่สูงขึ้นด้วย
3. บัตรเครดิต: ดอกเบี้ยที่ต้องหลีกเลี่ยง
บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สะดวก แต่ก็มาพร้อมกับดอกเบี้ยที่สูงมาก หากเราไม่สามารถชำระหนี้เต็มจำนวนได้ทุกเดือน ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตมักจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทอื่นๆ หลายเท่า ดังนั้น เราควรหลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น และพยายามชำระหนี้เต็มจำนวนให้ได้ทุกเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายดอกเบี้ยที่สูง
เคล็ดลับ: การจัดการดอกเบี้ยอย่างชาญฉลาด
1. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย: หาข้อเสนอที่ดีที่สุด
ก่อนที่จะตัดสินใจกู้เงิน เราควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหลายๆ สถาบันการเงิน เพื่อหาข้อเสนอที่ดีที่สุด เราสามารถใช้เว็บไซต์เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย หรือติดต่อสถาบันการเงินโดยตรงเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
- อย่ามองแค่ดอกเบี้ย: พิจารณาค่าธรรมเนียมอื่นๆ ด้วย
- เจรจาต่อรอง: ลองขอลดดอกเบี้ย
- อ่านเงื่อนไข: ทำความเข้าใจข้อตกลง
2. วางแผนการชำระหนี้: ลดภาระดอกเบี้ย
การวางแผนการชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการดอกเบี้ยอย่างชาญฉลาด เราควรคำนวณจำนวนเงินที่เราสามารถจ่ายได้ในแต่ละเดือน และพยายามจ่ายให้มากกว่ายอดขั้นต่ำ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยโดยรวม
หากเรามีหนี้หลายรายการ เราอาจจะพิจารณาการรวมหนี้ (debt consolidation) เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยและทำให้การชำระหนี้ง่ายขึ้น
3. สร้างเครดิตที่ดี: เพิ่มโอกาสในการได้ดอกเบี้ยต่ำ
เครดิตที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการขอสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ หากเรามีประวัติการชำระหนี้ที่ดี เราก็จะมีความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ให้กู้ และมีโอกาสที่จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า
เราสามารถสร้างเครดิตที่ดีได้โดยการชำระหนี้ตรงเวลา, หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตเกินวงเงิน, และตรวจสอบรายงานเครดิตของเราอย่างสม่ำเสมอ
สถานการณ์จำลอง: ดอกเบี้ยในชีวิตจริง
1. กรณีศึกษา: การซื้อบ้านหลังแรก
สมมติว่าคุณต้องการซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท และต้องการกู้เงินจากธนาคาร 80% ของราคาบ้าน (2.4 ล้านบาท) หากธนาคารเสนออัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ระยะเวลาในการผ่อนชำระ 30 ปี คุณจะต้องจ่ายค่างวดประมาณ 10,119 บาทต่อเดือน
แต่ถ้าคุณสามารถเพิ่มเงินดาวน์เป็น 30% ของราคาบ้าน (900,000 บาท) และกู้เงินเพียง 2.1 ล้านบาท คุณจะต้องจ่ายค่างวดประมาณ 8,854 บาทต่อเดือน ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดดอกเบี้ยได้ถึง 45,900 บาทตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระ
2. กรณีศึกษา: การใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด
สมมติว่าคุณใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า 10,000 บาท และมีอัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี หากคุณชำระเพียงยอดขั้นต่ำ (3% ของยอดหนี้) คุณจะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี 10 เดือน ในการชำระหนี้ทั้งหมด และจะต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 5,769 บาท
แต่ถ้าคุณสามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ภายใน 3 เดือน คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพียง 450 บาท ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดดอกเบี้ยได้ถึง 5,319 บาท
3. กรณีศึกษา: การลงทุนเพื่ออนาคต
สมมติว่าคุณเริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท ในกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี หากคุณลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี โดยไม่มีการถอนเงินออกมาเลย เงินลงทุนของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,627 บาท
แต่ถ้าคุณลงทุนเพิ่มเดือนละ 1,000 บาท เงินลงทุนของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,468,809 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของการลงทุนระยะยาวและการใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น
ตารางสรุป: เปรียบเทียบดอกเบี้ยและสินเชื่อประเภทต่างๆ
| ประเภทสินเชื่อ | อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| สินเชื่อบ้าน | 3-7% | ระยะเวลาผ่อนชำระยาว, อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่ออื่นๆ | ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน, ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง |
| สินเชื่อรถยนต์ | 4-10% | ผ่อนชำระเป็นงวด, ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ | อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อบ้าน, รถยนต์เสื่อมค่าลง |
| สินเชื่อส่วนบุคคล | 8-20% | ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน, อนุมัติง่าย | อัตราดอกเบี้ยสูง, วงเงินจำกัด |
| บัตรเครดิต | 16-25% | สะดวก, ใช้จ่ายได้หลากหลาย | อัตราดอกเบี้ยสูงมาก, เสี่ยงต่อการเป็นหนี้ |
สรุป: ดอกเบี้ย เรื่องที่ต้องรู้ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
การเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนทางการเงินและการตัดสินใจเกี่ยวกับการกู้ยืมและการลงทุน หากเรามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยได้อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ดังนั้น เราควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยอย่างละเอียด, เปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายๆ สถาบันการเงิน, วางแผนการชำระหนี้อย่างรอบคอบ, และสร้างเครดิตที่ดี เพื่อให้เราสามารถจัดการดอกเบี้ยได้อย่างชาญฉลาด และมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
บทสรุป
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยและการเงินนะคะ การวางแผนการเงินที่ดีและการตัดสินใจที่รอบคอบจะช่วยให้เรามีชีวิตที่มั่นคงและมีความสุขมากขึ้นค่ะ อย่าลืมติดตามบทความดีๆ เกี่ยวกับการเงินและการลงทุนในอนาคตนะคะ
หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถแสดงความคิดเห็นไว้ได้เลยนะคะ ยินดีตอบทุกคำถามค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ!
เกร็ดน่ารู้
1. เช็คเครดิตบูโร: ตรวจสอบประวัติทางการเงินของตัวเองเป็นประจำ เพื่อให้ทราบสถานะหนี้สินและแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
2. ออมก่อนใช้: จัดสรรเงินส่วนหนึ่งเพื่อการออมก่อนที่จะนำไปใช้จ่าย เพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดี
3. ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ: เริ่มต้นลงทุนด้วยจำนวนเงินเล็กน้อยและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินทำงานแทนเราในระยะยาว
4. ใช้แอปพลิเคชันการเงิน: มีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยในการจัดการรายรับรายจ่ายและวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจในการตัดสินใจทางการเงิน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อขอคำแนะนำ
ประเด็นสำคัญ
ดอกเบี้ยคือค่าตอบแทนที่เราจ่ายหรือได้รับจากการยืมหรือให้ยืมเงิน
ดอกเบี้ยทบต้นช่วยเพิ่มพูนผลตอบแทนในระยะยาว
ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่างๆ ก่อนตัดสินใจกู้เงิน
การวางแผนการชำระหนี้และสร้างเครดิตที่ดีจะช่วยลดภาระดอกเบี้ย
การลงทุนอย่างชาญฉลาดจะช่วยสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ดอกเบี้ยบ้านคิดยังไง?
ตอบ: ดอกเบี้ยบ้านส่วนใหญ่ในช่วงแรกๆ จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เช่น 3 ปีแรก จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ซึ่งอิงกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคาร เช่น MOR หรือ MRR บวกกับส่วนต่าง (Margin) ที่ธนาคารกำหนด การคำนวณดอกเบี้ยบ้านจะคำนวณจากเงินต้นคงเหลือ โดยธนาคารจะหักดอกเบี้ยออกจากค่างวดที่จ่ายก่อน ส่วนที่เหลือจะเป็นการชำระเงินต้น ดังนั้น ยิ่งผ่อนนาน ดอกเบี้ยที่เราจ่ายก็จะยิ่งมากขึ้น
ถาม: ถ้าอยากลดดอกเบี้ยเงินกู้ ต้องทำยังไง?
ตอบ: มีหลายวิธีเลยครับที่จะช่วยลดดอกเบี้ยเงินกู้ได้ เช่น การรีไฟแนนซ์ (Refinance) ไปยังธนาคารอื่นที่เสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า หรือการรีเทนชั่น (Retention) โดยการเจรจาต่อรองกับธนาคารเดิมเพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง นอกจากนี้ การโปะเงินต้น (จ่ายเงินต้นเพิ่ม) ก็จะช่วยลดเงินต้นคงเหลือ ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปลดลงได้ด้วยครับ ลองเปรียบเทียบข้อเสนอของแต่ละธนาคารดูนะครับ แล้วเลือกวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์ของเราที่สุด
ถาม: ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคิดยังไง แล้วทำไมถึงแพงจัง?
ตอบ: ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเป็นแบบทบต้นรายวันครับ นั่นหมายความว่าถ้าเราไม่ได้ชำระหนี้เต็มจำนวนภายในวันที่กำหนด ดอกเบี้ยจะถูกนำไปรวมกับยอดหนี้คงเหลือ และคิดดอกเบี้ยต่อไปในวันถัดไป ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่ดอกเบี้ยแพงก็เพราะว่าบัตรเครดิตถือเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีความเสี่ยงสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ ธนาคารจึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น ทางที่ดีที่สุดคือพยายามชำระหนี้บัตรเครดิตให้เต็มจำนวนทุกเดือน หรือถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ควรจ่ายให้มากกว่าขั้นต่ำ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยครับ
📚 อ้างอิง
Wikipedia Encyclopedia
구글 검색 결과
구글 검색 결과
구글 검색 결과
구글 검색 결과
구글 검색 결과






