สวัสดีค่ะทุกคน! ใครเป็นสายเดินทางที่ต้องพึ่งพารถแท็กซี่มิเตอร์บ่อยๆ แบบฉันบ้างคะ? ช่วงนี้รู้สึกว่าค่าแท็กซี่กลายเป็นประเด็นที่คนพูดถึงกันเยอะมากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาที่ปรับขึ้นเมื่อต้นปี 2566 หรือบางทีก็เจอแท็กซี่ที่ไม่กดมิเตอร์ เล่นเอาเราปวดหัวเลยก็มี ยิ่งถ้ามาจากสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมืองนี่ บางทีก็เจอเรียกเหมาแพงเวอร์จนตกใจไปเลยก็มีค่ะฉันเองก็เดินทางบ่อยมาก เลยต้องมานั่งศึกษาเรื่องค่าแท็กซี่อย่างละเอียดเลยล่ะค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันเรียกรถอย่าง Grab, Bolt, LINE MAN Taxi หรือแม้แต่ Tada, InDrive ที่ฮิตๆ กัน ก็ยิ่งทำให้เรามีตัวเลือกมากขึ้น แต่ละแอปก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ทั้งเรื่องราคา การเรียกง่ายเรียกยาก หรือช่วงเวลาเร่งด่วนที่ราคาพุ่งกระฉูด บอกเลยว่าบางทีเลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลยนะ!
ล่าสุดก็มีข่าวเรื่องกรมการขนส่งทางบกกำลังพัฒนาเรื่องระบบ QR Code เพื่อช่วยแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารด้วยนะ ซึ่งก็น่าจะช่วยให้เราเดินทางได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เรามาเตรียมตัวให้พร้อมกันดีกว่าค่ะ จะได้นั่งแท็กซี่ได้อย่างคุ้มค่า ไม่โดนเอาเปรียบ แถมยังเดินทางได้สบายใจในทุกเส้นทางเลยนะคะถ้าอยากรู้ว่าค่าแท็กซี่จริงๆ แล้วเขาคิดกันยังไง มีอัตรามาตรฐานเท่าไหร่ แล้วจะเลือกใช้บริการแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด ไม่ว่าจะเรียกจากถนน หรือผ่านแอปเรียกรถต่างๆ ต้องทำยังไงบ้าง บทความนี้ฉันรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัวมาให้แบบจัดเต็ม รับรองว่าอ่านจบแล้วจะร้องอ๋อแน่นอนค่ะ!
มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างในเรื่องค่าแท็กซี่ไทยยุคใหม่นี้อ่านต่อด้านล่างนี้เลยค่ะ! ฉันจะพาไปทำความเข้าใจค่าแท็กซี่แบบเจาะลึก พร้อม 꿀팁 ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะเลยค่ะ!
อัตราค่าแท็กซี่มิเตอร์ยุคใหม่ เข้าใจให้ถูกจุด ไม่โดนโกง

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักเดินทางทุกคน! ฉันรู้ว่าหลายคนคงเคยสงสัยเรื่องค่าแท็กซี่มิเตอร์กันใช่มั้ยคะ? โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา มีการปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ ทำให้หลายคนอาจจะยังงงๆ อยู่ว่าตกลงแล้วมันคิดยังไงกันแน่ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะที่ต้องมานั่งทำความเข้าใจอย่างละเอียด เพราะไม่อยากโดนเอาเปรียบเนอะ!
หลักๆ เลยคือค่าโดยสารจะแบ่งตามประเภทรถค่ะ รถแท็กซี่คันเล็กที่เราคุ้นเคยกันส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 35 บาท ส่วนรถแท็กซี่คันใหญ่ขึ้นมาหน่อย เช่น รถเก๋งสามตอน หรือรถแวนต่างๆ จะเริ่มต้นที่ 40 บาท หลังจากนั้นก็จะคิดตามระยะทางที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามช่วงกิโลเมตรที่กำหนด ที่สำคัญคือ ถ้าเจอรถติดมากๆ รถเคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เขาจะคิดค่าบริการเพิ่มเป็นนาทีละ 3 บาทด้วยนะ นี่แหละค่ะคือจุดที่เราต้องรู้ไว้เลย เพราะบางทีเจอรถติดนานๆ ค่ามิเตอร์ก็พุ่งเอาเรื่องเหมือนกันนะ!
ค่าเริ่มต้นและอัตราคิดตามระยะทางที่ควรรู้
มาดูกันให้ละเอียดอีกนิดนะคะ สำหรับอัตราค่าโดยสารปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ 13 มกราคม 2566 บอกเลยว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่พอสมควร ถ้าเป็นแท็กซี่คันเล็กทั่วๆ ไป ค่าโดยสาร 1 กิโลเมตรแรกจะอยู่ที่ 35 บาท แล้วจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามระยะทาง เช่น กิโลเมตรที่ 1-10 จะคิดกิโลเมตรละ 6.50 บาท, กิโลเมตรที่ 10-20 คิดกิโลเมตรละ 7.00 บาท ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 80 ขึ้นไปก็จะคิดกิโลเมตรละ 10.50 บาท ส่วนรถแท็กซี่คันใหญ่ที่นั่งสบายกว่าหน่อย อัตราเริ่มต้นจะสูงขึ้นเป็น 40 บาทสำหรับกิโลเมตรแรก ส่วนอัตราตามระยะทางก็ไล่เรียงกันไปคล้ายๆ กันเลยค่ะ สิ่งสำคัญที่ฉันอยากจะย้ำคือ ต้องหมั่นดูมิเตอร์ให้ดีนะคะ เวลาขึ้นรถ ลองสังเกตว่าคนขับกดมิเตอร์หรือเปล่า ถ้าไม่กด ต้องรีบทักท้วงเลยนะ เพราะนั่นคือสิทธิ์ของเราค่ะ
ค่าบริการเสริมที่แท็กซี่สามารถคิดเพิ่มได้
นอกจากค่ามิเตอร์ปกติแล้ว ยังมีค่าบริการเสริมอื่นๆ ที่แท็กซี่สามารถคิดเพิ่มได้อีกด้วยนะ อย่างแรกเลยคือ ถ้าเราเรียกแท็กซี่ผ่านศูนย์บริการสื่อสาร หรือผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เขาจะคิดค่าบริการเพิ่ม 20 บาทจากค่ามิเตอร์ ซึ่งอันนี้ก็พอเข้าใจได้เพราะมันเพิ่มความสะดวกสบายให้เราไม่ต้องยืนโบกกลางแดดร้อนๆ ใช่ไหมล่ะคะ อีกอย่างคือค่าธรรมเนียมสำหรับรถแท็กซี่ที่ให้บริการจากสนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ อันนี้จะคิดเพิ่มอีก 50 บาทจากค่ามิเตอร์ ซึ่งเคยมีข่าวว่าแท็กซี่ที่สนามบินอยากให้ปรับขึ้นอีก แต่ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ที่ 50 บาทอยู่ค่ะ แล้วยังมีเรื่องค่าสัมภาระอีกนะ ถ้ากระเป๋าเดินทางเราใหญ่กว่า 26 นิ้ว หรือมีของชิ้นใหญ่ๆ ที่ต้องใช้พื้นที่เยอะๆ เขาอาจจะคิดค่าบริการเพิ่มเป็นชิ้นๆ ไป เช่น ชิ้นละ 20 บาท หรือบางทีถ้าเป็นพวกอุปกรณ์กีฬาชิ้นใหญ่ๆ ก็อาจจะชิ้นละ 100 บาท อันนี้ก็ต้องทำใจนิดนึงนะคะ เพราะบางทีสัมภาระเราเยอะจริงๆ ก็เข้าใจคนขับเหมือนกันค่ะ
ไขข้อข้องใจ! ทำไมจากสนามบินถึงแพงกว่าปกติ
เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอประสบการณ์ค่าแท็กซี่จากสนามบินที่รู้สึกว่าแพงกว่าปกติใช่มั้ยคะ? ฉันเองก็เป็นบ่อยค่ะ โดยเฉพาะเวลาลงเครื่องมาเหนื่อยๆ แล้วเจอราคาที่สูงกว่าที่คิดไว้ บางทีก็รู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันนะ แต่พอมาศึกษาดีๆ แล้วก็พอจะเข้าใจที่มาที่ไปของมันได้บ้างค่ะ หลักๆ เลยก็คือเรื่องของ “ค่าธรรมเนียมสนามบิน” ที่เรียกเก็บเพิ่มนี่แหละค่ะ คือไม่ใช่แค่ค่ามิเตอร์อย่างเดียวนะ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอีกบางอย่างที่ทำให้ราคารวมสูงขึ้นมาอีกหน่อย ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน หรือต้องเดินทางไกลข้ามโซน การเรียกแท็กซี่จากสนามบินก็จะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อราคาค่ะ บางครั้งการเลือกใช้บริการรถตู้ส่วนตัว หรือแอปเรียกรถบางเจ้าก็อาจจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสารและสัมภาระด้วยนะคะ
ค่าธรรมเนียมสนามบินที่เพิ่มเข้ามา
อย่างที่บอกไปแล้วค่ะว่า เวลาเราใช้บริการแท็กซี่จากสนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ จะมีค่าบริการพิเศษที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียมสนามบิน” เพิ่มเข้ามาอีก 50 บาท ซึ่งอันนี้เป็นกฎระเบียบที่ทางกรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้นะคะ ไม่ใช่ว่าคนขับคิดเองเออเองแต่อย่างใด และไม่ได้รวมอยู่ในค่ามิเตอร์ที่เราเห็นบนหน้าปัดรถด้วย ฉันเคยสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีค่านี้ด้วยนะ แต่พอคิดดูแล้วมันก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเข้า-ออกสนามบินของคนขับ หรือค่าจัดการคิวต่างๆ ที่สนามบินก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ ถ้าเรามีสัมภาระชิ้นใหญ่มากๆ หรือเป็นอุปกรณ์พิเศษ เช่น ถุงกอล์ฟ กระดานโต้คลื่น หรือเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ๆ บางทีคนขับก็อาจจะเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มอีกชิ้นละ 20-100 บาทได้ด้วยนะ อันนี้ต้องคุยกันให้เคลียร์ก่อนขึ้นรถจะดีที่สุดค่ะ จะได้ไม่มีปัญหาตอนลง
ทางด่วน…ตัวแปรสำคัญที่ต้องเคลียร์
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าแท็กซี่จากสนามบินดูแพงขึ้นมาอีกก็คือ “ค่าทางด่วน” นี่แหละค่ะ! โดยปกติแล้วเวลาเรานั่งแท็กซี่ไปสนามบิน หรือออกจากสนามบิน คนขับมักจะถามว่า “ไปทางด่วนไหมครับ/คะ” ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไปทางด่วนก็จะถึงเร็วกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก 2 ต่อ (ขาขึ้นและขาลง) และบางทีก็มีหลายด่านด้วยสิคะ พอรวมๆ กันแล้วก็ไม่น้อยเลยนะ ที่ฉันเจอบ่อยๆ คือบางทีคนขับจะบอกว่า “เดี๋ยวพี่ไปทางด่วนนะครับ” โดยไม่ได้ถามเราก่อนเลยด้วยซ้ำ!
อันนี้เราต้องเป็นคนคอยถามย้ำนะคะว่า “ค่าทางด่วนคิดยังไงคะ/ครับ” หรือ “รวมอยู่ในค่าโดยสารแล้วหรือยัง” เพราะตามกฎแล้ว ค่าทางด่วนเป็นภาระของผู้โดยสารค่ะ เราต้องเป็นคนจ่ายเพิ่มต่างหากจากค่ามิเตอร์ ฉะนั้น สรุปง่ายๆ คือ ถ้าอยากประหยัด หรือไม่รีบมากนัก ก็ลองบอกคนขับว่า “ไปทางธรรมดาก็ได้ค่ะ/ครับ” ดูนะคะ
มัดรวมแอปเรียกรถยอดฮิต เลือกยังไงให้คุ้มค่าที่สุด!
สมัยนี้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยนะคะ เพราะมีแอปพลิเคชันเรียกรถให้เราเลือกใช้มากมาย ไม่ต้องยืนโบกแท็กซี่กลางแดดร้อนๆ ให้เมื่อยมืออีกต่อไปแล้ว! แต่ละแอปก็มีจุดเด่น จุดด้อย และโครงสร้างราคาที่แตกต่างกันไป บางทีก็เลือกไม่ถูกเหมือนกันใช่ไหมล่ะคะ?
ฉันเองก็ลองมาหลายแอปแล้วค่ะ เพื่อหาว่าแอปไหนตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์ บอกเลยว่าบางครั้งการเลือกแอปผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ค่ะ ยิ่งช่วงเวลาเร่งด่วนที่ราคาพุ่งกระฉูดเนี่ย แทบอยากจะเดินกลับบ้านเลยก็มี!
ฉันว่าเราควรมีแอปติดเครื่องไว้หลายๆ แอปเลยนะ เผื่อบางทีแอปนึงหารถไม่ได้ หรือราคาแพงเกินไป ก็ยังมีตัวเลือกอื่นให้เปรียบเทียบค่ะ
Grab, Bolt, LINE MAN Taxi: ข้อดี-ข้อเสียที่ควรรู้
มาเริ่มกันที่ 3 แพลตฟอร์มยอดนิยมที่คนไทยใช้กันเยอะที่สุดเลยนะคะ นั่นก็คือ Grab, Bolt และ LINE MAN Taxi ค่ะ* Grab: เรียกว่าเป็นเจ้าตลาดเลยก็ว่าได้ มีบริการหลากหลายมาก ทั้ง GrabCar, GrabTaxi, GrabBike หรือแม้แต่ GrabFood/Mart ก็มี จุดเด่นคือหาง่าย สะดวก มีรถเยอะ โดยเฉพาะช่วงเวลาปกติ และมีระบบสะสมคะแนน โปรโมชั่นต่างๆ เยอะแยะเลยค่ะ แต่ข้อเสียที่ฉันรู้สึกก็คือ บางทีค่าโดยสารจะสูงกว่าแอปอื่น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน หรือถ้าเรียก GrabCar ปกติ ส่วนตัวฉันชอบใช้ GrabTaxi มากกว่า เพราะเป็นแท็กซี่มิเตอร์ปกติ แต่แค่เรียกผ่านแอปแล้วบวกค่าบริการเพิ่ม 20 บาท รู้สึกโปร่งใสดีค่ะ
* Bolt: แอปนี้ขึ้นชื่อเรื่องราคาที่ “ถูก” เลยค่ะ!
ฉันเองก็ใช้บ่อยมากเวลาอยากประหยัดงบ มีโค้ดส่วนลดออกมาเรื่อยๆ ด้วยนะ ข้อดีคือราคาดี มีรถให้เลือกหลากหลาย แต่ข้อเสียที่ฉันเจอบ่อยคือ บางทีหารถยากในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือในบางพื้นที่ที่คนขับไม่เยอะเท่า Grab และเคยมีเพื่อนบ่นเรื่องคนขับบางคนที่ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ อันนี้ก็ต้องระวังกันนิดนึงนะคะ
* LINE MAN Taxi: อันนี้ก็สะดวกมากสำหรับคนที่ใช้ LINE อยู่แล้ว เพราะเรียกแท็กซี่ได้เลยผ่านแอป LINE จุดเด่นคือเป็นแท็กซี่มิเตอร์ปกติเหมือนกันค่ะ ทำให้เรารู้สึกมั่นใจเรื่องราคา แต่ก็มีค่าเรียกรถ 20 บาทเหมือน GrabTaxi ข้อเสียที่ฉันเจอบ่อยคือบางทีก็หารถยากเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตก หรือช่วงเวลาเร่งด่วน ถ้าเทียบกับ Grab แล้ว Grab อาจจะมีจำนวนรถมากกว่า ทำให้เรียกง่ายกว่าค่ะ
Tada และ InDrive: ทางเลือกใหม่ที่น่าจับตา
นอกจาก 3 แพลตฟอร์มหลักแล้ว ยังมีแอปน้องใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยค่ะ นั่นก็คือ Tada และ InDrive* Tada: แอปนี้ฉันยังไม่ค่อยได้ลองใช้บ่อยเท่าไหร่ แต่ได้ยินมาว่ามีราคาที่ไม่แพง และบางทีก็หารถง่ายกว่า Bolt ในบางพื้นที่ค่ะ จุดเด่นคือเขาจะไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์จากคนขับ ทำให้คนขับได้รายได้เต็มๆ อาจจะส่งผลให้มีจำนวนคนขับที่สนใจมาขับกับ Tada มากขึ้นในอนาคตก็ได้ค่ะ
* InDrive: แอปนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแอปอื่นชัดเจนเลยค่ะ คือเราสามารถ “ต่อรองราคา” กับคนขับได้เอง!
คือทางแอปจะมีราคาแนะนำมาให้ แต่เราก็สามารถเสนอราคาที่เราอยากจ่ายได้ แล้วคนขับก็จะยื่นข้อเสนอราคามาให้เราเลือกค่ะ ฉันว่าอันนี้ดีมากๆ เลยนะ เพราะบางทีเราอยากประหยัด ก็สามารถลองต่อรองดูได้ แต่ข้อเสียคือบางทีถ้าเราเสนอราคาต่ำไป ก็อาจจะหารถยากหน่อยค่ะ และเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย เขาได้นำระบบการต่อรองราคาออกไป เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายไทย แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงเป็นแอปที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบความยืดหยุ่นเรื่องราคาค่ะ
꿀팁! เรียกแท็กซี่อย่างไรให้สบายใจ ไม่ต้องลุ้น
ในฐานะที่เดินทางด้วยแท็กซี่บ่อยมากๆ ฉันมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะมาแบ่งปันค่ะ ที่จะช่วยให้การเดินทางของเราราบรื่นขึ้น ไม่ต้องมาลุ้นว่าจะเจอแท็กซี่ดีหรือไม่ดี หรือจะโดนโกงราคาหรือเปล่า เพราะการเดินทางควรจะเป็นเรื่องที่สบายใจที่สุดใช่ไหมล่ะคะ การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ลงได้เยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของการสื่อสารกับคนขับ และการเลือกช่วงเวลาในการเดินทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ รับรองว่าชีวิตดีขึ้นแน่นอน!
เทคนิคเลือกช่วงเวลาและเส้นทางเพื่อเลี่ยงรถติด
เรื่องรถติดในกรุงเทพฯ นี่เป็นอะไรที่เข้าใจได้ยากจริงๆ ค่ะ บางทีก็ติดแบบไม่มีเหตุผล! สิ่งที่ฉันทำเสมอคือพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยแท็กซี่ในช่วงเวลาเร่งด่วนของวันธรรมดาค่ะ นั่นก็คือช่วงเช้าประมาณ 7-9 โมง และช่วงเย็น 4-6 โมงเย็น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ฉันจะไม่เรียกแท็กซี่เลย เพราะนอกจากจะติดยาวแล้ว ค่ามิเตอร์ก็ขึ้นเอาขึ้นเอาตามเวลารถติด นาทีละ 3 บาทนี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะคะ!
ถ้าจำเป็นต้องเดินทางช่วงนั้นจริงๆ ฉันจะพยายามใช้รถไฟฟ้า BTS หรือ MRT เป็นหลัก แล้วค่อยต่อแท็กซี่ระยะใกล้ๆ จากสถานีแทนค่ะ นอกจากนี้ การเลือกเส้นทางก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าเราพอจะรู้เส้นทางและมีแอปแผนที่ช่วยนำทาง ก็จะช่วยให้เราสามารถแนะนำคนขับ หรือคอยดูได้ว่าคนขับไม่ได้พาอ้อมไปไหนค่ะ
การสื่อสารกับคนขับอย่างมีประสิทธิภาพ

ฉันเคยเจอคนขับที่ไม่ค่อยกดมิเตอร์ หรือพยายามจะเรียกเหมาหลายครั้งมากค่ะ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดสุดๆ แต่จากประสบการณ์ ฉันพบว่าการสื่อสารที่ชัดเจนตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้เยอะเลยค่ะ1.
ขึ้นรถแล้ว ถามทันทีว่า “กดมิเตอร์ไหมคะ/ครับ?” ถ้าคนขับพยักหน้าหรือกดมิเตอร์ทันทีก็สบายใจได้ค่ะ แต่ถ้าบ่ายเบี่ยง หรือบอกว่า “เหมาไปเลยเท่านี้” ให้เราปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วลงจากรถได้เลยค่ะ อย่าไปยอมนะคะ!
เพราะแท็กซี่มิเตอร์ต้องกดมิเตอร์เท่านั้น เว้นแต่จะเป็นการตกลงเหมาไปต่างจังหวัดหรือเช่าเหมาทั้งวัน อันนั้นก็อีกเรื่องนึงค่ะ
2. แจ้งปลายทางให้ชัดเจน: บอกชื่อสถานที่สำคัญๆ ที่คนขับรู้จัก ถ้าเป็นซอยเล็กๆ หรือสถานที่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ให้เตรียมแผนที่หรือระบุพิกัดให้ชัดเจนค่ะ
3.
ถ้าไปทางด่วน ให้ถามค่าใช้จ่ายล่วงหน้า: “ไปทางด่วนค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะ/ครับ” หรือ “รบกวนช่วยแจ้งด้วยนะคะ/ครับว่ามีค่าทางด่วนเท่าไหร่” จะได้เตรียมเงินถูกค่ะ
4.
ใช้ภาษาที่สุภาพแต่หนักแน่น: ถ้าเจอคนขับที่มีท่าทีไม่ดี หรือมีข้อสงสัย ให้พูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่หนักแน่นในสิ่งที่เราต้องการค่ะ สิทธิ์ของเรา เราต้องปกป้องค่ะ
รู้ทันกลโกง! เมื่อเจอแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ หรือเรียกเหมา
โอ๊ยยย…พูดเรื่องแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ หรือเรียกเหมาแล้วขึ้นเลยค่ะ! เป็นปัญหาโลกแตกที่นักเดินทางหลายคนต้องเจอ ไม่เว้นแม้แต่ฉันเองก็เคยโดนมาแล้วหลายครั้ง เจ็บใจจริงๆ นะคะ โดยเฉพาะเวลาที่เราไม่รู้เส้นทางหรือไม่ค่อยได้นั่งแท็กซี่ จะรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบมากๆ เลยค่ะ บางครั้งการที่เราไม่กล้าพูด หรือไม่รู้จะทำยังไง ก็ทำให้ต้องจำยอมจ่ายในราคาที่แพงเกินจริงไป ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ แต่เราไม่จำเป็นต้องทนนะคะ เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะได้รับบริการที่เป็นธรรมค่ะ มาดูกันค่ะว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราควรจะรับมือยังไงดี
วิธีรับมือและร้องเรียนเมื่อโดนเอาเปรียบ
ถ้าเจอแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ หรือเรียกเหมาเกินราคา อย่างแรกเลยคือ อย่าเพิ่งโวยวาย นะคะ ให้ตั้งสติก่อนค่ะ* บันทึกข้อมูล: ถ้าเป็นไปได้ ให้พยายามจดจำข้อมูลสำคัญของรถไว้ให้มากที่สุด เช่น ทะเบียนรถ สีรถ ยี่ห้อรถ หรือหมายเลขข้างตัวรถ ถ้าถ่ายรูปได้จะดีที่สุดค่ะ นอกจากนี้ ชื่อคนขับที่ติดอยู่บนบัตรประจำตัวคนขับรถก็สำคัญมากค่ะ
* ปฏิเสธและลงจากรถ: ถ้าคนขับไม่ยอมกดมิเตอร์ หรือเรียกราคาเหมาที่แพงเกินจริง ให้เราปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วบอกว่า “ถ้าไม่กดมิเตอร์ ขอลงตรงนี้เลยค่ะ/ครับ” แล้วค่อยหารถคันใหม่ค่ะ อย่าไปต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลาและอารมณ์เลยนะคะ
* โทรแจ้งสายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบก: อันนี้สำคัญมากค่ะ!
สายด่วนนี้เป็นช่องทางหลักในการร้องเรียนปัญหาแท็กซี่ต่างๆ เช่น ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่กดมิเตอร์ ขับรถประมาท หรือกิริยาไม่สุภาพ เมื่อโทรไปแล้ว เจ้าหน้าที่จะสอบถามรายละเอียดต่างๆ แล้วจะแจ้งผลการดำเนินการให้เราทราบภายใน 7 วันด้วยนะคะ
จดจำข้อมูลสำคัญเพื่อความปลอดภัยของคุณ
เพื่อความปลอดภัยและเพื่อรักษาสิทธิ์ของเราเอง ฉันแนะนำให้ทุกคนทำตามนี้เป็นประจำนะคะ* ถ่ายรูปทะเบียนรถทุกครั้งที่ขึ้น: เป็นนิสัยที่ควรทำเลยค่ะ แค่ถ่ายรูปทะเบียนรถและหมายเลขข้างตัวรถไว้ก่อนขึ้น หรือตอนลงก็ได้ค่ะ อันนี้มีประโยชน์มากๆ เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือลืมของไว้บนรถ ก็จะตามเรื่องได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
* สังเกตชื่อคนขับและบัตรประจำตัว: แท็กซี่ทุกคันต้องมีบัตรประจำตัวคนขับติดโชว์ไว้อย่างชัดเจนค่ะ ลองสังเกตชื่อ-นามสกุล และรูปภาพคนขับดูนะคะ
* เปิดแอปแผนที่นำทาง: ไม่ว่าเราจะรู้จักเส้นทางหรือไม่ก็ตาม การเปิดแอปแผนที่เช่น Google Maps หรือ Waze ไปด้วย จะช่วยให้เราติดตามเส้นทางได้ตลอดเวลาค่ะ ถ้าคนขับพาอ้อม หรือไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย เราก็จะรู้ตัวได้ทันทีค่ะ
* แชร์ตำแหน่งให้เพื่อนหรือคนในครอบครัว: แอปเรียกรถส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันนี้ค่ะ แต่ถ้าเป็นแท็กซี่ทั่วไป เราก็สามารถแชร์ตำแหน่งของเราผ่านแอปแชทต่างๆ ให้คนใกล้ชิดได้ทราบค่ะ เพิ่มความอุ่นใจในการเดินทางมากขึ้นเยอะเลย
เทคโนโลยีช่วยชีวิต: QR Code และระบบใหม่ๆ ที่กำลังจะมา
เป็นข่าวดีมากๆ เลยนะคะ ที่กรมการขนส่งทางบกกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องแท็กซี่ไทยที่เจอมานานแสนนาน ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับการให้บริการแท็กซี่ให้ดีขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารอย่างเราๆ ได้มากขึ้นด้วยค่ะ เพราะบางทีการโทรแจ้งสายด่วน 1584 ก็อาจจะยุ่งยากไปหน่อย หรือบางสถานการณ์ก็ไม่สะดวกที่จะโทรใช่ไหมคะ การมีช่องทางที่เข้าถึงง่ายขึ้นจะช่วยให้คนกล้าที่จะร้องเรียนมากขึ้นค่ะ
กรมการขนส่งทางบกกับการแก้ปัญหาแท็กซี่ไทย
ล่าสุด! กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาระบบ “QR Code” ที่จะติดไว้ที่ด้านข้างของรถแท็กซี่ทั้งสองฝั่ง อันนี้เป็นสิ่งที่ฉันตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ เพราะถ้าเราเจอแท็กซี่ที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธผู้โดยสาร คิดค่าโดยสารไม่เป็นธรรม หรือขับขี่ไม่ปลอดภัย เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือสแกน QR Code นี้ได้ทันทีเลยค่ะ ระบบจะส่งข้อมูลทะเบียนรถและชื่อคนขับในช่วงเวลานั้นไปยังกรมการขนส่งทางบกโดยตรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและดำเนินการลงโทษได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ข่าวดีกว่านั้นคือ คาดว่าจะเริ่มทยอยติดสติกเกอร์ QR Code และดำเนินการให้ครบทุกคันภายในปี 2568 นี้เลยนะคะ!
เท่าที่ฉันเข้าใจคือ ถ้าคนขับถูกร้องเรียนบ่อยๆ หรือทำผิดร้ายแรง อาจมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะได้เลยทีเดียว
อนาคตของการเดินทางด้วยแท็กซี่ที่คาดหวัง
นอกจากระบบ QR Code แล้ว ทางกรมการขนส่งทางบกก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาระบบ “Digital Taxi Meter” อีกด้วยค่ะ แนวคิดนี้ก็น่าสนใจมากๆ เลยนะ เพราะ Digital Taxi Meter จะมีระบบ GPS ติดตั้งอยู่ในมิเตอร์ ทำให้สามารถตรวจสอบค่าโดยสารกับรอบวิ่งจริงได้ และจะแจ้งข้อมูลไปยังกรมฯ ถ้ามีการคิดค่าโดยสารที่ผิดปกติ แถมยังมีช่องทางให้ประชาชนสามารถประเมินค่าโดยสารล่วงหน้าได้ด้วย ฉันว่าถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการอย่างเราๆ ได้มากเลยค่ะ เราจะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะโดนเอาเปรียบหรือเปล่า แถมคนขับเองก็จะได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นด้วยนะคะ เพราะทุกอย่างจะถูกบันทึกและตรวจสอบได้ ฉันหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ การเดินทางด้วยแท็กซี่ในประเทศไทยจะสะดวก ปลอดภัย และยุติธรรมสำหรับทุกคนจริงๆ ค่ะ
| บริการ | จุดเด่น | ค่าธรรมเนียม/ค่าบริการพิเศษ (ประมาณ) | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|---|
| แท็กซี่มิเตอร์ทั่วไป | หาง่ายตามท้องถนน, เป็นระบบมิเตอร์มาตรฐาน |
|
|
| Grab (GrabCar, GrabTaxi) | บริการหลากหลาย, หาง่าย, ระบบคะแนน/โปรโมชั่น |
|
|
| Bolt | ราคาประหยัด, มีโค้ดส่วนลดบ่อย |
|
|
| LINE MAN Taxi | เรียกสะดวกผ่านแอป LINE, เป็นแท็กซี่มิเตอร์ |
|
|
| InDrive | ต่อรองราคากับคนขับได้ (เคยมี), มีรถหลากหลาย |
|
|
สรุปปิดท้าย
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักเดินทางทุกคน! ฉันหวังว่าโพสต์ยาวๆ เกี่ยวกับอัตราค่าแท็กซี่มิเตอร์และแอปเรียกรถในยุคปัจจุบันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ ฉันเองก็ตั้งใจรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัวมาแบ่งปันอย่างละเอียด เพื่อให้เราทุกคนเดินทางกันได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมหรือความไม่เข้าใจต่างๆ เพราะฉันเชื่อว่าการเป็นผู้โดยสารที่รู้เท่าทันสิทธิ์ของตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ การที่เรามีความรู้จะช่วยให้เราไม่โดนเอาเปรียบ และเดินทางได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขมากขึ้นค่ะ ขอให้ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพและมีแต่เรื่องราวดีๆ ในทุกทริปที่ต้องพึ่งพาบริการแท็กซี่และแอปเรียกรถนะคะ!
ข้อมูลน่ารู้ที่คุณต้องไม่พลาด
1. เมื่อขึ้นแท็กซี่แล้ว ให้สังเกตว่าคนขับกดมิเตอร์หรือไม่ หากไม่กด ให้รีบทักท้วงอย่างสุภาพ หรือตัดสินใจลงจากรถเพื่อหาคันใหม่ เพราะตามกฎหมายแล้วแท็กซี่มิเตอร์ต้องคิดตามมิเตอร์เท่านั้นค่ะ
2. อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากค่ามิเตอร์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมเรียกแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชัน 20 บาท หรือค่าธรรมเนียมจากสนามบินอีก 50 บาท รวมถึงค่าทางด่วนที่เราต้องรับผิดชอบเอง และค่าสัมภาระชิ้นใหญ่ที่อาจมีการเรียกเก็บเพิ่มได้ค่ะ
3. ควรมีแอปเรียกรถติดเครื่องไว้หลายๆ แอป เช่น Grab, Bolt, LINE MAN Taxi, InDrive เพื่อเปรียบเทียบราคาและทางเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ค่ะ โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนที่ราคาอาจแตกต่างกันมาก จะได้เลือกใช้บริการที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ
4. การเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนของวันธรรมดา (ช่วงเช้า 7-9 โมง และช่วงเย็น 4-6 โมง) อาจทำให้ค่ามิเตอร์พุ่งสูงขึ้นจากรถติดเป็นอย่างมาก ลองพิจารณาใช้บริการขนส่งสาธารณะอื่นๆ อย่างรถไฟฟ้า แล้วค่อยต่อแท็กซี่ในระยะใกล้ๆ จากสถานีแทนจะคุ้มค่ากว่าและประหยัดเวลากว่าเยอะเลยค่ะ
5. หากพบปัญหากับแท็กซี่ เช่น ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่กดมิเตอร์ คิดราคาเกินจริง หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้จดจำข้อมูลรถ เช่น ทะเบียนรถ สีรถ และหมายเลขข้างตัวรถ แล้วโทรแจ้งสายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบกทันที เพื่อรักษาสิทธิ์และช่วยให้การบริการแท็กซี่ในบ้านเราดีขึ้นค่ะ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
การเดินทางด้วยแท็กซี่หรือแอปเรียกรถในปัจจุบัน ไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิดเลยค่ะ หากเราเข้าใจหลักการคิดค่าโดยสารและค่าบริการต่างๆ อย่างถ่องแท้ก็จะช่วยให้เราวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและสบายใจ สิ่งที่ฉันอยากจะย้ำเตือนคือ ทุกครั้งที่ใช้บริการ ไม่ว่าจะแท็กซี่ทั่วไปหรือผ่านแอปพลิเคชัน ขอให้ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ต้นทาง เช่น การกดมิเตอร์ทันที, การแจ้งค่าทางด่วนที่ต้องจ่ายเพิ่ม, หรือค่าธรรมเนียมสนามบิน เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมของเราเปลี่ยนแปลงไปได้ค่ะ
การมีสติและกล้าที่จะสื่อสารกับคนขับอย่างสุภาพแต่หนักแน่นเป็นสิ่งจำเป็น หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ เช่น คนขับไม่ยอมกดมิเตอร์ หรือพยายามเรียกเหมาเกินจริง เรามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธและเลือกรถคันอื่นได้เสมอ ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมบันทึกข้อมูลรถ ไม่ว่าจะเป็นถ่ายรูปทะเบียนรถ หรือจดจำรายละเอียดของรถและคนขับไว้เสมอ เพื่อประโยชน์ในการร้องเรียนหรือติดตามของที่ลืมไว้ค่ะ
และสุดท้ายคือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้เต็มที่ แอปพลิเคชันเรียกรถมีข้อดีคือช่วยให้เราเปรียบเทียบราคาและหารถได้ง่ายขึ้น อีกทั้งกรมการขนส่งทางบกเองก็กำลังพัฒนาระบบใหม่ๆ เช่น QR Code สำหรับร้องเรียน ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการแท็กซี่ให้ดีขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการอย่างเราๆ ค่ะ ฉันหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และทำให้ทุกการเดินทางของเพื่อนๆ เป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และยุติธรรมสำหรับทุกคนนะคะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: อัตราค่าแท็กซี่มิเตอร์ปัจจุบันคิดยังไงกันแน่คะ? ทำไมบางทีรู้สึกว่าแพงขึ้นกว่าเดิม?
ตอบ: หลายคนคงสงสัยเหมือนฉันใช่ไหมคะว่าค่าแท็กซี่มิเตอร์จริงๆ แล้วเขาคิดกันยังไง จากที่ฉันศึกษาและใช้งานมาบ่อยๆ คือค่าโดยสารจะเริ่มจากอัตราแรกเริ่มที่ 35 บาทสำหรับ 1 กิโลเมตรแรกค่ะ (สำหรับแท็กซี่ทั่วไป) พอพ้นกิโลเมตรแรกไปแล้ว ค่าโดยสารจะคิดเพิ่มตามระยะทาง และที่สำคัญคือ ถ้าเจอรถติด หรือรถวิ่งช้ากว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มิเตอร์ก็จะคิดเพิ่มนาทีละ 3 บาทด้วยนะคะ ตรงนี้แหละค่ะที่บางทีทำให้รู้สึกว่าค่าแท็กซี่แพงขึ้นเวลาเจอรถติดมากๆ ซึ่งอัตรานี้มีการปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2566 แล้วค่ะ นอกจากนี้ ถ้าเราเรียกจากสนามบินอย่างสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง จะมีค่าธรรมเนียมเรียกใช้บริการเพิ่มอีก 50 บาทนะคะ อันนี้เป็นมาตรฐานที่เขากำหนดไว้เลยค่ะ
ถาม: ทำไมเรียกแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันถึงราคาไม่เท่ากัน บางทีแพงกว่ามิเตอร์ด้วยคะ?
ตอบ: อูย… เรื่องนี้ฉันเจอมาบ่อยมากเลยค่ะ! คือการเรียกแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Grab, Bolt, LINE MAN Taxi หรือ InDrive เนี่ย มันจะมีระบบที่เรียกว่า “ราคาแบบไดนามิก” หรือ Surge Pricing ค่ะ หลักๆ เลยก็คือ ราคาจะปรับขึ้นลงตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น ช่วงเวลาเร่งด่วนที่คนเรียกเยอะๆ ฝนตกหนักๆ ที่ทำให้รถหายาก หรือบางทีก็เป็นช่วงเวลาดึกๆ ที่มีรถน้อยลงค่ะ แอปก็จะปรับราคาให้สูงขึ้นเพื่อจูงใจคนขับให้มารับงานนั่นเองค่ะ จากประสบการณ์ของฉันนะ บางทีเรียก Bolt ตอนรถไม่ติด ราคาถูกกว่ามิเตอร์ก็มี แต่พอเจอฝนตก เรียก Grab ราคาพุ่งไปสองร้อยกว่าบาท ทั้งที่ระยะทางเท่ากันก็เคยเจอมาแล้วค่ะ แต่ข้อดีของแอปพวกนี้คือเราจะรู้ราคาล่วงหน้าก่อนกดยืนยันเดินทางไงคะ ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะไปไหม หรือลองเช็คแอปอื่นดูก่อน
ถาม: มีวิธีไหนบ้างคะที่จะช่วยให้เราเดินทางด้วยแท็กซี่ได้อย่างคุ้มค่า ไม่โดนเอาเปรียบ?
ตอบ: นี่คือเคล็ดลับที่ฉันใช้บ่อยๆ เลยค่ะ รับรองว่าช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะ! 1. เปรียบเทียบราคาหลายๆ แอป: ก่อนเรียก ฉันจะเปิดเช็คราคาใน Grab, Bolt, LINE MAN Taxi พร้อมๆ กันเลยค่ะ บางทีแต่ละแอปก็มีโปรโมชั่นหรือราคาที่แตกต่างกันไป ลองเปรียบเทียบแล้วเลือกที่คุ้มที่สุดค่ะ
2.
รู้เส้นทางคร่าวๆ: ถ้าเราพอรู้เส้นทางบ้าง จะช่วยให้สื่อสารกับคนขับได้ง่ายขึ้น และป้องกันการโดนพาอ้อมได้ค่ะ
3. ขึ้นแท็กซี่มิเตอร์ที่จอดรอ: ถ้าเจอแท็กซี่มิเตอร์ที่จอดรออยู่ตามริมถนน ลองคุยกับคนขับให้กดมิเตอร์ดูก่อนค่ะ ถ้าเขากดและไปตามมิเตอร์ ก็มักจะถูกกว่าเรียกผ่านแอปในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะเวลาที่แอปมีราคา Surge สูงๆ
4.
หลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน: ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พยายามเลี่ยงการเดินทางด้วยแท็กซี่ในช่วงเช้า (7-9 โมง) และช่วงเย็น (4-7 โมง) เพราะราคาทั้งมิเตอร์และแอปมักจะสูงขึ้น และรถติดมากค่ะ
5.
พิจารณาตัวเลือกอื่น: บางทีถ้าเดินทางใกล้ๆ หรือมีรถไฟฟ้า BTS, MRT ผ่าน ก็อาจจะประหยัดกว่าและเร็วกว่าแท็กซี่นะคะ
ลองเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าการเดินทางด้วยแท็กซี่ของคุณจะสะดวกสบายและคุ้มค่ามากขึ้นแน่นอนค่ะ!






