ค่าเทอมมหาวิทยาลัย 2567: เคล็ดลับลดภาระค่าใช้จ่ายที่นักศึกษาไทยควรรู้

webmaster

대학 등록비 - **Prompt:** A young Thai university student, approximately 20 years old, with a focused and determin...

สวัสดีค่ะทุกคน! เข้าสู่ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มมองหาที่เรียนต่อให้ลูกหลาน หรือน้องๆ หลายคนกำลังวางแผนอนาคตทางการศึกษากันอยู่ใช่ไหมคะ? พอพูดถึงเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเลยก็คือ “ค่าเทอม” เนี่ยแหละค่ะ จากประสบการณ์ที่เห็นมาตลอด ค่าเทอมบ้านเราก็ดูเหมือนจะขยับขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเลยนะคะ ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ทยอยปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทำให้มีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งก็ส่งผลโดยตรงกับค่าใช้จ่ายที่นักศึกษาต้องแบกรับฉันเข้าใจเลยค่ะว่าเรื่องนี้สร้างความกังวลให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมากแค่ไหน บางทีมันก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราต้องคิดหนักเลยว่าจะเรียนต่อดีไหม หรือจะเลือกคณะที่ชอบแต่ค่าใช้จ่ายสูงไหวหรือเปล่า ยิ่งช่วงนี้ที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว บางแห่งก็จำเป็นต้องปรับค่าเทอมเพื่อรักษาสถานะการดำเนินการไว้ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น แต่ก็ยังมีทางเลือกและตัวช่วยมากมาย ทั้งทุนการศึกษาและกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่จะเข้ามาแบ่งเบาภาระได้เรามาดูกันดีกว่าว่าเทรนด์ค่าเทอมตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง แล้วจะมีวิธีจัดการ วางแผนการเงินยังไงให้การเรียนต่อมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไปนะคะ บทความนี้ฉันจะมาเจาะลึกทุกเรื่องค่าเทอม พร้อมแชร์ทริคเด็ดๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนเดินหน้าตามความฝันได้อย่างมั่นใจค่ะ มาติดตามกันในส่วนถัดไปได้เลยค่ะ!

สวัสดีค่ะทุกคน! ฉันเข้าใจเลยค่ะว่าเรื่องนี้สร้างความกังวลให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมากแค่ไหน บางทีมันก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราต้องคิดหนักเลยว่าจะเรียนต่อดีไหม หรือจะเลือกคณะที่ชอบแต่ค่าใช้จ่ายสูงไหวหรือเปล่า ยิ่งช่วงนี้ที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว บางแห่งก็จำเป็นต้องปรับค่าเทอมเพื่อรักษาสถานะการดำเนินการไว้ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะถึงแม้ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น แต่ก็ยังมีทางเลือกและตัวช่วยมากมาย ทั้งทุนการศึกษาและกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่จะเข้ามาแบ่งเบาภาระได้เรามาดูกันดีกว่าว่าเทรนด์ค่าเทอมตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง แล้วจะมีวิธีจัดการ วางแผนการเงินยังไงให้การเรียนต่อมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไปนะคะ บทความนี้ฉันจะมาเจาะลึกทุกเรื่องค่าเทอม พร้อมแชร์ทริคเด็ดๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนเดินหน้าตามความฝันได้อย่างมั่นใจค่ะ มาติดตามกันในส่วนถัดไปได้เลยค่ะ!

สำรวจเทรนด์ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยไทย ปี 2567: แพงขึ้นจริงไหม?

대학 등록비 - **Prompt:** A young Thai university student, approximately 20 years old, with a focused and determin...
เพื่อนๆ สงสัยกันไหมคะว่าทำไมค่าเทอมบ้านเราถึงได้พุ่งขึ้นเรื่อยๆ แทบจะทุกปีเลย จากประสบการณ์ที่ฉันได้ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับน้องๆ หลายคน ทำให้เห็นชัดเจนเลยว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2567 นี้เองก็เช่นกัน สาเหตุหลักๆ ก็มาจากหลายปัจจัยเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ตอนนี้มีถึง 26 แห่งแล้วนะ ซึ่งมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้จะมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณหรือการกำหนดค่าธรรมเนียมต่างๆ ทำให้เขาสามารถปรับค่าเทอมได้คล่องตัวกว่าเดิมเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยรัฐแบบเดิมๆ ค่ะ นอกจากนี้เรื่องของเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็มีผลโดยตรงเลย ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็ส่งผลกระทบให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด บางแห่งก็จำเป็นต้องปรับค่าเทอมเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากจำนวนนักศึกษาที่ลดลงนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้น บางคณะยอดนิยมในมหาวิทยาลัยดังๆ ก็ยังคงมีผู้สนใจสมัครเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ค่าเทอมจะสูงขึ้นก็ตามค่ะ ดังนั้นน้องๆ ที่กำลังวางแผนจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย คงต้องเตรียมพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายและศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ เพื่อให้เราสามารถเลือกเส้นทางที่ใช่และสบายกระเป๋าที่สุด

ค่าเทอมสถาบันรัฐบาลและเอกชน แตกต่างกันแค่ไหน?

เวลาพูดถึงค่าเทอม เรามักจะนึกถึงความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชนเป็นอันดับแรกเลยใช่ไหมคะ จากที่ฉันได้ลองสำรวจข้อมูลมา มหาวิทยาลัยรัฐบาลส่วนใหญ่ยังมีค่าเทอมที่ถูกกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนพอสมควรเลยค่ะ อย่างเช่น คณะยอดนิยมหลายๆ คณะในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่าเทอมจะอยู่ที่ประมาณ 21,000 – 34,000 บาทต่อภาคการศึกษา ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีค่าเทอมตั้งแต่ 13,000 – 52,000 บาทต่อภาคการศึกษาเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับคณะและหลักสูตร แต่สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนเนี่ย ค่าเทอมจะสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ อย่างมหาวิทยาลัยรังสิต คณะแพทยศาสตร์ ค่าเทอมตลอดหลักสูตรสูงถึง 3,300,000 บาท หรือทันตแพทยศาสตร์ 5,400,000 บาทเลยนะ ส่วนมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) บางสาขาตลอดหลักสูตรก็แตะ 900,000 บาทได้เลยค่ะ จะเห็นได้ว่าคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือบางหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ หรือหลักสูตรเฉพาะทางในมหาวิทยาลัยเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่น้องๆ และผู้ปกครองต้องนำไปพิจารณาในการวางแผนการเงินกันให้ดีเลยค่ะ

คณะไหนค่าเทอมแรงแซงทางโค้ง?

จากที่หลายคนคงพอเดาได้ คณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ อย่างแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ หรือเภสัชศาสตร์ มักจะมีค่าเทอมที่สูงลิ่วอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่มหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชนค่ะ เพราะคณะเหล่านี้ต้องใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีราคาสูง รวมถึงต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากๆ ด้วย อย่างเช่นในมหาวิทยาลัยรังสิต คณะทันตแพทยศาสตร์ค่าเทอมตลอดหลักสูตรอยู่ที่ 5,400,000 บาทเลยทีเดียว ส่วนมหาวิทยาลัยรัฐอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ก็อยู่ที่ประมาณ 34,000 บาทต่อภาคการศึกษา นอกจากสายสุขภาพแล้ว หลักสูตรนานาชาติ หรือหลักสูตรพิเศษต่างๆ ก็มีค่าเทอมที่สูงเช่นกันนะคะ อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ ค่าเทอมอาจสูงถึง 48,000-50,000 บาทต่อภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยนานาชาติก็แตะ 90,000 บาทต่อภาคการศึกษาได้เลย ดังนั้น ถ้าใจรักคณะเหล่านี้จริงๆ ก็ต้องวางแผนการเงินกันอย่างรอบคอบมากๆ เลยล่ะค่ะ

กางแผนการเงินพิชิตค่าเทอม: วางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!

Advertisement

พอเห็นตัวเลขค่าเทอมแล้วหลายคนอาจจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะถ้าเราวางแผนการเงินดีๆ การเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันแน่นอนค่ะ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้มีแค่ค่าเทอมอย่างเดียวนะคะ แต่ยังรวมไปถึงค่าครองชีพ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ด้วย ลองลิสต์ออกมาให้ครบ แล้วลองคำนวณงบประมาณรายเดือนดูว่าเรามีรายรับจากทางไหนบ้าง ทั้งเงินสนับสนุนจากครอบครัว รายได้จากการทำงานพิเศษ หรือทุนการศึกษา แล้วค่อยมาจัดสรรเงินในแต่ละหมวดหมู่ เพื่อให้เราเห็นภาพรวมและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นค่ะ ฉันเคยแนะนำน้องคนหนึ่งให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดทุกวันเลยนะ ตอนแรกน้องก็บ่นว่ายุ่งยาก แต่พอทำไปสักพัก น้องบอกว่าเห็นเลยว่าเงินหายไปกับอะไรบ้างที่ไม่จำเป็น ทำให้ปรับลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นไปได้เยอะเลยค่ะ

สร้างงบประมาณส่วนตัวฉบับนักศึกษา

การสร้างงบประมาณส่วนตัวเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ สำหรับน้องๆ นักศึกษาเลยค่ะ เพราะมันช่วยให้เราเห็นภาพรวมการใช้จ่ายและสามารถควบคุมเงินในกระเป๋าได้ดีขึ้น จากประสบการณ์ที่เคยเห็นมา น้องๆ หลายคนพอได้เงินมาก็ใช้ไปเรื่อยๆ จนเกือบชนเดือน หรือบางทีก็ไม่พอใช้เลยก็มีค่ะ สิ่งที่อยากแนะนำเลยคือลองแบ่งหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายหลักๆ ออกมาให้ชัดเจน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าหอพัก ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ลองกำหนดวงเงินสำหรับแต่ละหมวดดู แล้วพยายามใช้จ่ายให้อยู่ในงบที่ตั้งไว้ อาจจะเริ่มต้นจากการจดบันทึกรายรับรายจ่ายทุกวัน ใช้แอปพลิเคชันช่วย หรือใช้ตารางง่ายๆ ก็ได้ค่ะ การบันทึกอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราเห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง พอเราเห็นจุดที่รั่วไหล ก็จะปรับปรุงได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ต้องถึงกับตึงเป๊ะไปซะทุกเรื่องนะคะ แค่รู้จักวางแผนและมีวินัย เราก็จะสามารถเรียนต่อได้อย่างสบายใจมากขึ้นค่ะ

หาแหล่งรายได้เสริม เพิ่มสภาพคล่อง

นอกจากเงินสนับสนุนจากทางบ้านและทุนการศึกษาแล้ว การหารายได้เสริมก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมากๆ ที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินระหว่างเรียนนะคะ สมัยเรียนฉันเองก็เคยทำงานพิเศษหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งเป็นติวเตอร์สอนพิเศษ เป็นผู้ช่วยร้านกาแฟ หรือบางทีก็รับทำกราฟิกเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ยิ่งยุคนี้มีช่องทางหาเงินเยอะแยะไปหมดเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เล็กๆ การรับสอนพิเศษตามบ้าน หรือแม้แต่การทำงานพาร์ทไทม์ในร้านอาหาร ร้านกาแฟใกล้ๆ มหาวิทยาลัย การมีรายได้เสริมไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องเงินทองเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยให้เราได้ประสบการณ์การทำงาน ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และได้เจอผู้คนหลากหลายอีกด้วยค่ะ ถือเป็นการลงทุนให้ตัวเองในอนาคตไปในตัวเลยนะ แต่ก็ต้องจัดสรรเวลาเรียนให้ดีนะคะ อย่าให้งานพิเศษมาเบียดบังเวลาเรียนจนเสียผลการเรียนไปซะล่ะ เพราะเป้าหมายหลักของเราคือการเรียนให้จบตามที่ตั้งใจไว้นั่นเอง

เปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษา: ทุน กยศ. และทุนอื่นๆ

พอพูดถึงเรื่องค่าเทอมแพงๆ หลายคนคงนึกถึง “กยศ.” หรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ เลยใช่ไหมคะ ฉันบอกเลยว่า กยศ. เป็นตัวช่วยที่สำคัญมากๆ สำหรับน้องๆ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยค่ะ นอกจาก กยศ.

แล้ว ยังมีทุนการศึกษาอีกมากมายหลากหลายประเภท ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และจากตัวมหาวิทยาลัยเอง ที่พร้อมจะสนับสนุนให้น้องๆ ได้เรียนอย่างที่ฝันไว้ค่ะ

ทำความรู้จัก “กยศ.” ทางออกของหลายครอบครัว

กยศ. หรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ถือเป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ของใครหลายๆ คนเลยนะคะ กองทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจุดเด่นคือจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยในช่วงที่เรากำลังศึกษาอยู่ค่ะ แต่จะเริ่มชำระคืนหลังจากที่เราเรียนจบไปแล้ว 2 ปี และมีระยะเวลาผ่อนชำระคืนอีก 15 ปี ที่สำคัญคืออัตราดอกเบี้ยก็ต่ำมาก เพียงร้อยละ 1 ต่อปีเท่านั้นเอง
คุณสมบัติหลักๆ ของผู้กู้ยืม กยศ.

คือต้องมีสัญชาติไทย ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่ร่วมดำเนินงานกับกองทุน และที่สำคัญคือรายได้ครอบครัวของผู้กู้ยืมจะต้องไม่เกิน 360,000 บาทต่อปีค่ะ ถ้าครอบครัวไหนมีรายได้เกินกว่านี้ อาจจะต้องพิจารณาทุนประเภทอื่นๆ หรือแหล่งเงินกู้ยืมจากธนาคารแทนค่ะ นอกจากนี้ ผู้กู้ยืมต้องมีผลการเรียนดีหรือผ่านเกณฑ์การวัดและประเมินผลของสถานศึกษา และมีความประพฤติดีด้วยนะคะ
ปัจจุบันการยื่นคำขอกู้ยืมก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก ผ่านระบบดิจิทัล (DSL) ใน Application กยศ.

Connect ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ยื่นคำขอกู้ยืมช่วงประมาณเดือนมิถุนายนของทุกปี ดังนั้น น้องๆ ที่สนใจ อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมเอกสารให้พร้อมนะคะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีมากๆ ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนได้เยอะเลย

ตามล่าทุนการศึกษา: มีอะไรให้เลือกบ้างนะ?

นอกจาก กยศ. แล้ว โลกของการศึกษายังมีทุนอีกมากมายรอให้น้องๆ ไปคว้ามาเป็นของตัวเองค่ะ จากที่ฉันได้รวบรวมข้อมูลมา ทุนการศึกษามีหลากหลายประเภทมากๆ เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นทุนที่มอบให้โดยมหาวิทยาลัยเอง ทุนจากภาครัฐ ทุนจากภาคเอกชน บริษัทห้างร้าน หรือแม้กระทั่งมูลนิธิต่างๆ
ประเภทของทุนก็มีทั้งทุนให้เปล่าแบบเต็มจำนวนที่ครอบคลุมทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพ หรือทุนสนับสนุนบางส่วน ทุนบางประเภทก็เน้นสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่น บางทุนก็สำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริงๆ บางทุนก็เน้นสนับสนุนสาขาวิชาที่ขาดแคลน หรือสาขาวิชาที่กองทุนต้องการส่งเสริมเป็นพิเศษด้วยค่ะ
อย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มีทุนอุดหนุนการศึกษาหลายประเภท ทั้งทุนช่วยเหลือค่าเทอมและค่าใช้จ่ายรายเดือน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีทุนส่งเสริมการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยมหิดลก็มีทุนขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ให้ต่อเนื่องจนเรียนจบเลยก็มี
ส่วนทุนจากหน่วยงานภายนอกก็มีเยอะแยะไปหมด เช่น ทุนจากสำนักงาน ก.พ.

ทุนจาก สวทช. หรือทุนจากมูลนิธิต่างๆ อย่างมูลนิธิยุวพัฒน์ ทุนบางประเภทอาจมีเงื่อนไขเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือจิตอาสาด้วยนะคะ
เคล็ดลับในการหาทุนคือต้องขยันหาข้อมูล ติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เว็บไซต์ของหน่วยงานที่ให้ทุน หรือแม้แต่เพจที่รวมข้อมูลทุนการศึกษาต่างๆ ค่ะ แล้วก็อย่าท้อนะคะ ลองสมัครไปหลายๆ ที่เลย เพราะแต่ละทุนก็มีคุณสมบัติและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน บางทีเราอาจจะเจอทุนที่ใช่สำหรับเราก็ได้ค่ะ!

วางแผนชีวิตหลังเรียนจบ: ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องอนาคต!

พอพูดถึงเรื่องเรียนจบ หลายคนอาจจะคิดว่ายังอีกไกล แต่จริงๆ แล้วการวางแผนตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้ดีกว่านะคะ สำหรับฉันแล้ว การเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญามาประดับฝาผนัง แต่เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิตที่เราต้องทำให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ จากที่ฉันได้เห็นน้องๆ รุ่นใหม่หลายคน พวกเขาเริ่มวางแผนเรื่องอาชีพและรายได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ บางคนเลือกเรียนคณะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน บางคนก็เริ่มสร้างคอนเนกชันและฝึกฝนทักษะเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน การคิดถึงอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้จะช่วยให้เราไม่เคว้งคว้างหลังจากที่เรียนจบ และสามารถก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานได้อย่างมั่นใจค่ะ

บริหารจัดการหนี้ กยศ. อย่างไรไม่ให้เป็นภาระ

สำหรับน้องๆ ที่เลือกใช้ กยศ. เป็นตัวช่วยในการเรียน พอเรียนจบแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มวางแผนการชำระคืนหนี้กันแล้วนะคะ ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะ กยศ.

มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างยืดหยุ่นมากๆ โดยจะให้ระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีหลังจากเรียนจบ หลังจากนั้นเราก็มีเวลาผ่อนชำระคืนได้นานถึง 15 ปีเลยนะ อัตราดอกเบี้ยก็ต่ำมาก แค่ร้อยละ 1 ต่อปีเท่านั้นเอง ฉันแนะนำว่าให้เริ่มทำความเข้าใจตารางการชำระหนี้ และพยายามชำระให้ตรงเวลา หรือถ้ามีกำลังพอ ก็ชำระคืนมากกว่ายอดขั้นต่ำที่กำหนดไว้ก็ได้ค่ะ จะช่วยให้หนี้หมดเร็วขึ้นและประหยัดดอกเบี้ยไปได้เยอะเลย สมัยก่อนฉันเคยมีเพื่อนบางคนที่กู้ กยศ.

พอเรียนจบมีงานทำ เขาก็รีบโปะหนี้ให้หมดเลยค่ะ บอกว่าอยากปลอดภาระเร็วๆ จะได้เอาเงินไปใช้ลงทุนอย่างอื่นต่อได้เต็มที่ การจัดการหนี้ให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้กับเราด้วยนะคะ

Advertisement

ต่อยอดการศึกษาเพื่ออนาคตที่สดใส

การเรียนจบปริญญาตรีไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการศึกษาเสมอไปนะคะ โลกเราหมุนเร็วมาก มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การที่เราจะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้นั้น การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ บางคนอาจจะเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือเอก เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือบางคนอาจจะเลือกเรียนคอร์สสั้นๆ ที่เป็นทักษะที่ตลาดต้องการ สิ่งสำคัญคือการมองว่าการศึกษาคือการลงทุนในตัวเองค่ะ การลงทุนในความรู้จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต ไม่มีใครมาพรากไปจากเราได้ และมันจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวหน้าในอาชีพการงานและชีวิตได้ในอนาคตค่ะ ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเลยนะ ยิ่งตอนนี้โลกดิจิทัลไปเร็วมาก เรายิ่งต้องตามให้ทันค่ะ การไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้คือสิ่งที่จะทำให้เราไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังค่ะ

สรุปค่าเทอมมหาวิทยาลัยดัง (ปี 2567 โดยประมาณ)

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมของค่าเทอมมหาวิทยาลัยดังๆ ในประเทศไทยได้ชัดเจนขึ้น ฉันได้รวบรวมข้อมูลโดยประมาณมาให้ในตารางนี้นะคะ ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเบื้องต้นต่อภาคการศึกษาสำหรับหลักสูตรปกติเท่านั้นนะคะ หากเป็นหลักสูตรพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ หรือบางสาขาวิชาอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่านี้มากค่ะ

มหาวิทยาลัย คณะ/สาขาตัวอย่าง ค่าเทอมต่อภาคการศึกษา (บาท โดยประมาณ)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์ / ทันตแพทยศาสตร์ 34,000
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อักษรศาสตร์ / รัฐศาสตร์ / เศรษฐศาสตร์ 21,000
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ 50,000
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ / รัฐศาสตร์ 13,000 – 18,800
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ 50,000
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริหารธุรกิจ / เศรษฐศาสตร์ 17,200
มหาวิทยาลัยมหิดล แพทยศาสตร์ / ทันตแพทยศาสตร์ 17,000 – 50,000
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทันตแพทยศาสตร์ 50,000
มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาศาสตร์ / เกษตรศาสตร์ 12,000 – 17,000
มหาวิทยาลัยศิลปากร ดุริยางคศาสตร์ 50,000 – 69,000
มหาวิทยาลัยศิลปากร อักษรศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ 15,000
มหาวิทยาลัยรังสิต (เอกชน) แพทยศาสตร์ (ตลอดหลักสูตร) 3,300,000
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอกชน) บริหารธุรกิจ (ตลอดหลักสูตร) 550,000

จากตารางนี้จะเห็นได้ว่า ค่าเทอมมีความหลากหลายมากๆ เลยใช่ไหมคะ ทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน คณะที่เป็นสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือคณะที่มีหลักสูตรเฉพาะทางมักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติค่ะ ส่วนมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ค่าเทอมถูกที่สุดในประเทศ โดยเริ่มต้นประมาณ 3,750 บาทต่อภาคการศึกษา ซึ่งค่าเทอมจะผันแปรตามจำนวนหน่วยกิตที่เราลงเรียนค่ะ

ทำไมบางมหาวิทยาลัยต้องปรับขึ้นค่าเทอม?

Advertisement

대학 등록비 - **Prompt:** A heartwarming scene featuring a Thai mother, in her late 40s, and her teenage daughter,...
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ มหาวิทยาลัยบางแห่งถึงต้องปรับค่าเทอมขึ้น ใช่ไหมคะ จากที่ฉันได้ศึกษาและติดตามข่าวมาเนี่ย มันมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องเลยค่ะ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ เลยก็คือเรื่องของ “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ที่ตอนนี้มีหลายแห่งทยอยปรับสถานะกันไปแล้ว การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐทำให้พวกเขามีอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ มากขึ้น ไม่ต้องอิงระบบราชการที่ซับซ้อนเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เขาสามารถปรับค่าเล่าเรียนได้คล่องตัวกว่าเดิมเพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้นค่ะ นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยลดน้อยลงไปด้วย เมื่อรายได้จากค่าเทอมลดลง มหาวิทยาลัยก็จำเป็นต้องปรับค่าเทอมเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปและรักษาสถานะการดำเนินการไว้ค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเองก็เพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ขยับขึ้นทุกปีด้วยค่ะ

ค่าใช้จ่ายแฝงที่มองไม่เห็น

นอกจากค่าเทอมที่เราต้องจ่ายกันเป็นก้อนๆ แล้ว เชื่อไหมคะว่ายังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” อีกหลายอย่างเลยที่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะมันสามารถทำให้งบประมาณที่เราวางแผนไว้บานปลายได้ง่ายๆ เลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันและน้องๆ หลายคน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักจะถูกมองข้ามไปในตอนแรก เช่น ค่าหนังสือเรียนและอุปกรณ์การเรียนที่บางคณะต้องใช้เยอะมากๆ โดยเฉพาะสายวิทย์สุขภาพหรือสายออกแบบที่มีอุปกรณ์เฉพาะทางราคาแพง ค่าหอพัก ค่าเดินทางไปกลับมหาวิทยาลัย ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวันอย่างค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่ากิจกรรมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น ซึ่งบางกิจกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนที่เราจำเป็นต้องเข้าร่วม บางทีอาจมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ไม่รวมอยู่ในค่าเทอมหลัก เช่น ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ค่าประกันอุบัติเหตุ หรือค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับบางสาขาวิชาค่ะ ดังนั้นเวลาวางแผนการเงิน อย่าลืมเผื่อเงินสำหรับค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ไว้ด้วยนะคะ จะได้ไม่สะดุดระหว่างเรียนค่ะ

คุณภาพการศึกษาที่ต้องแลกด้วยราคาที่สูงขึ้น

คำถามที่วนเวียนอยู่ในใจหลายคนคือ “ค่าเทอมแพงขึ้นแล้วคุณภาพการศึกษาดีขึ้นจริงไหม?” เป็นคำถามที่ฉันเองก็คิดมาตลอดค่ะ จริงอยู่ที่ว่าการที่มหาวิทยาลัยมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถลงทุนในการพัฒนาหลักสูตร ปรับปรุงอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ทันสมัย ดึงดูดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรงค่ะ แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ “ค่าใช้จ่ายต่อหัว” ของนักศึกษาแต่ละคนอย่างชัดเจน ทำให้เราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินค่าเทอมจำนวนมากที่จ่ายไปนั้นถูกนำไปจัดสรรอย่างคุ้มค่าหรือไม่ สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงและความกังวลในหมู่นักศึกษาและผู้ปกครองอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ สำหรับฉันแล้ว การเลือกมหาวิทยาลัยและคณะที่ใช่ ไม่ใช่แค่ดูที่ค่าเทอมอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงคุณภาพของหลักสูตร โอกาสในการทำงานหลังเรียนจบ และความคุ้มค่าของการลงทุนนี้ด้วยค่ะ

กลยุทธ์วางแผนการเงินสำหรับผู้ปกครอง

ฉันเข้าใจดีเลยค่ะว่าสำหรับผู้ปกครองแล้ว เรื่องค่าเทอมลูกหลานเป็นเรื่องใหญ่และเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ เลยใช่ไหมคะ จากที่ฉันได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน ทำให้รู้เลยว่าทุกคนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนการศึกษาของลูกๆ ให้ดีที่สุดค่ะ การวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่แค่ช่วยแบ่งเบาภาระในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการศึกษาให้กับลูกๆ ในระยะยาวด้วยนะคะ ไม่ต้องรอให้ใกล้ถึงเวลาค่อยมาคิด เพราะยิ่งเราเตรียมตัวเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเวลาในการสะสมเงินและวางแผนได้อย่างรอบคอบมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

เริ่มต้นออมเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ

เคล็ดลับสำคัญที่ฉันอยากจะแนะนำผู้ปกครองทุกคนเลยคือ “เริ่มต้นออมเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ” ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่เสมอไปนะคะ แค่เริ่มต้นจากจำนวนน้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราเริ่มออมตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ สักเดือนละไม่กี่พันบาท พอถึงเวลาที่ลูกเข้ามหาวิทยาลัย เราก็จะมีเงินก้อนใหญ่ไว้พร้อมจ่ายค่าเทอมได้อย่างสบายใจเลยค่ะ การออมเงินสามารถทำได้หลายวิธีนะคะ ทั้งการฝากประจำ การลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตควบการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการมีวินัยในการออม และเลือกช่องทางการออมที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้และระยะเวลาที่เรามีค่ะ ฉันเองก็เคยเห็นหลายครอบครัวที่เริ่มออมเงินให้ลูกตั้งแต่ลูกเกิด พอถึงเวลาเรียนจบ ลูกไม่ต้องเป็นหนี้เลยค่ะ เป็นภาพที่น่าชื่นใจมากๆ เลยนะ

ทางเลือกสินเชื่อเพื่อการศึกษาจากสถาบันการเงิน

หากการออมเงินเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ หรือมีเหตุจำเป็นให้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อการศึกษาจริงๆ สถาบันการเงินต่างๆ ก็มี “สินเชื่อเพื่อการศึกษา” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจนะคะ สินเชื่อประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนโดยเฉพาะค่ะ โดยส่วนใหญ่จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป และมีระยะเวลาผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นกว่าด้วยนะคะ การขอสินเชื่อเพื่อการศึกษานี้ ผู้ปกครองสามารถปรึกษาธนาคารพาณิชย์ชั้นนำหลายแห่งได้เลยค่ะ แต่ก่อนตัดสินใจเลือกสินเชื่อจากที่ไหน ก็อย่าลืมเปรียบเทียบเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนนะคะ เพื่อให้เราได้สินเชื่อที่เหมาะสมกับความสามารถในการผ่อนชำระของเรามากที่สุด และไม่สร้างภาระทางการเงินที่มากเกินไปในระยะยาวค่ะ จำไว้นะคะว่าการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบเสมอค่ะ

แนวโน้มการปรับตัวของมหาวิทยาลัยในยุคสมัยใหม่

Advertisement

ฉันคิดว่าทุกคนคงเห็นเหมือนกันนะคะว่าโลกการศึกษามันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจริงๆ มหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัวตามยุคสมัยให้ทัน เพื่อดึงดูดนักศึกษาและรักษาคุณภาพการศึกษาไว้ให้ได้ จากที่ฉันได้ติดตามข่าวและพูดคุยกับหลายๆ ฝ่าย มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้เน้นแค่การสอนในห้องเรียนอย่างเดียวแล้วค่ะ แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานในอนาคตมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยค่ะ ยิ่งตอนนี้ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มหาวิทยาลัยก็ต้องหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายกว่าเดิมค่ะ

หลักสูตรและทักษะแห่งอนาคตที่กำลังมาแรง

ยุคนี้ใครๆ ก็พูดถึงทักษะแห่งอนาคตกันใช่ไหมคะ มหาวิทยาลัยเองก็เห็นความสำคัญตรงนี้ค่ะ จากที่ฉันได้สังเกตและพูดคุยกับน้องๆ ที่เพิ่งจบมาเนี่ย หลายมหาวิทยาลัยเริ่มปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น โดยเน้นทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ หรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลค่ะ อย่างเช่น หลักสูตรด้าน AI, Data Science, Cyber Security, Digital Marketing, หรือ Creative Content Production ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน นอกจากนี้ ทักษะ Soft Skills ต่างๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ ก็เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญและพยายามปลูกฝังให้กับนักศึกษามากขึ้นค่ะ เพราะทักษะเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้น้องๆ สามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จได้ในทุกสายอาชีพค่ะ การเลือกเรียนในสาขาที่มีแนวโน้มดีและได้พัฒนาทักษะที่หลากหลาย จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เลยนะ

ความยืดหยุ่นในการเรียนและการทำงาน

สมัยนี้ชีวิตนักศึกษาไม่ได้มีแค่เรียนอย่างเดียวแล้วค่ะ หลายคนเลือกที่จะทำงานพาร์ทไทม์ หรือทำธุรกิจส่วนตัวไปพร้อมๆ กับการเรียนเพื่อหารายได้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ มหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาในยุคปัจจุบันค่ะ อย่างเช่น การเปิดสอนหลักสูตรออนไลน์ หรือหลักสูตรนอกเวลาเรียน ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถบริหารจัดการเวลาเรียนและทำงานได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังส่งเสริมให้นักศึกษาได้ฝึกงานในสถานประกอบการจริง หรือเข้าร่วมโครงการต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะการทำงาน เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสกับโลกแห่งความเป็นจริงและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานค่ะ ฉันคิดว่าความยืดหยุ่นแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เลยนะ เพราะมันช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่แค่ในตำราเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ชีวิตจริงด้วยค่ะ

บทสรุปทิ้งท้าย

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พอจะเห็นภาพรวมของเรื่องค่าเทอมมหาวิทยาลัยในปี 2567 และแนวทางการรับมือกันได้บ้างแล้วใช่ไหมคะ ฉันเข้าใจเลยว่าเรื่องการเงินกับการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องคิดหนัก แต่เชื่อฉันเถอะค่ะว่าถ้าเราวางแผนดีๆ ไม่ว่าจะค่าเทอมจะสูงแค่ไหน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอนค่ะ การลงทุนกับการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต เพราะความรู้และประสบการณ์ที่เราได้รับจะอยู่ติดตัวเราไปตลอด และเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตที่สดใสอย่างที่เราตั้งใจไว้

ข้อมูลน่ารู้ที่มีประโยชน์

1. วางแผนการเงินอย่างละเอียดรอบด้าน:
ค่าใช้จ่ายในการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่ค่าเทอมนะคะ ยังมีค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (สำหรับน้องๆ ที่ต้องย้ายไปอยู่หอนอก) ค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่ากิจกรรมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเรียนด้วยค่ะ สิ่งสำคัญคือต้องลิสต์ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกมาให้ครบถ้วน แล้วลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัวดูค่ะ การที่เราเห็นภาพรวมของเงินเข้า-ออก จะช่วยให้เราจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม และควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ลองตั้งเป้าหมายการออมเล็กๆ ในแต่ละเดือน และพยายามทำตามให้สม่ำเสมอ คุณจะประหลาดใจกับเงินก้อนที่คุณสามารถเก็บได้เมื่อเวลาผ่านไปค่ะ อย่างที่ฉันเคยแนะนำน้องๆ หลายคนให้ลองใช้แอปพลิเคชันช่วยจดบันทึกรายรับรายจ่าย จะช่วยให้การบริหารเงินง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

2. ศึกษาและสมัครขอรับทุนการศึกษาให้หลากหลาย:
นอกจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ยังมีทุนการศึกษาอีกมากมายหลากหลายประเภทที่รอคอยน้องๆ อยู่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทุนที่มอบให้โดยตรงจากมหาวิทยาลัย ทุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือมูลนิธิต่างๆ ลองใช้เวลาค้นหาข้อมูลทุนที่ตรงกับคุณสมบัติและความสนใจของเราดูนะคะ บางทุนอาจจะเน้นผลการเรียนดีเด่น บางทุนก็เน้นสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ บางทุนก็สนับสนุนนักศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะทาง การสมัครทุนการศึกษาหลายๆ แห่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับทุน และเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมากเลยค่ะ อย่าเพิ่งท้อใจหากไม่ได้รับทุนในครั้งแรกนะคะ เพราะบางทีเราอาจจะเจอทุนที่ใช่ในโอกาสถัดไปก็ได้ค่ะ

3. หารายได้เสริมอย่างสร้างสรรค์และไม่กระทบการเรียน:
การมีรายได้เสริมระหว่างเรียนไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ประสบการณ์การทำงานจริง และได้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายอีกด้วยค่ะ สมัยนี้มีช่องทางหารายได้เสริมเยอะแยะไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นการสอนพิเศษ การรับงานฟรีแลนซ์ตามความสามารถ (เช่น กราฟิกดีไซน์ เขียนบทความ ถ่ายภาพ) การขายของออนไลน์ หรือการทำงานพาร์ทไทม์ในร้านอาหาร ร้านกาแฟใกล้ๆ มหาวิทยาลัย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องจัดสรรเวลาให้ดี อย่าให้งานเสริมมาเบียดบังเวลาเรียนและการพักผ่อนของเรานะคะ เพราะเป้าหมายหลักของเราคือการเรียนให้จบตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ ลองปรึกษาอาจารย์หรือรุ่นพี่เพื่อขอคำแนะนำเรื่องงานพิเศษที่เหมาะสมกับตารางเรียนของเราก็ได้ค่ะ

4. ทำความเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยแต่ละประเภท:
มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันออกไปค่ะ มหาวิทยาลัยรัฐบาลแบบดั้งเดิมมักจะมีค่าเทอมที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ปรับตัวและมีอิสระในการกำหนดค่าเทอมมากขึ้น ซึ่งอาจจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนนั้นโดยทั่วไปแล้วจะมีค่าเทอมที่สูงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดค่ะ โดยเฉพาะคณะที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง หรือหลักสูตรนานาชาติ การที่เราเข้าใจถึงความแตกต่างตรงนี้ จะช่วยให้เราสามารถประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นและเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับงบประมาณของเราได้ค่ะ อย่าลังเลที่จะสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงนะคะ

5. วางแผนชีวิตหลังเรียนจบตั้งแต่เนิ่นๆ:
การเรียนจบปริญญาตรีไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญามาประดับฝาผนัง แต่เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่เราต้องทำให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ การวางแผนเรื่องอาชีพและรายได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบจะช่วยให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้ดีกว่านะคะ ลองสำรวจตลาดแรงงาน คณะหรือสาขาที่เราเรียนจบมาเป็นที่ต้องการมากน้อยแค่ไหน ควรพัฒนาทักษะอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้เราโดดเด่นในสายอาชีพนั้นๆ บางคนอาจจะเริ่มสร้างคอนเนกชัน หรือฝึกงานเพื่อหาประสบการณ์จริงตั้งแต่ตอนเรียนอยู่เลยก็มีค่ะ การคิดถึงอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้จะช่วยให้เราไม่เคว้งคว้างหลังจากเรียนจบ และสามารถก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานได้อย่างมั่นใจและประสบความสำเร็จค่ะ

Advertisement

สรุปประเด็นสำคัญ

ค่าเทอมมหาวิทยาลัยไทยในปี 2567 มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยมาจากมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและการปรับตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาและผู้ปกครองสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ด้วยการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ สร้างงบประมาณส่วนตัว และหารายได้เสริม การพิจารณาแหล่งเงินทุนอย่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และทุนการศึกษาประเภทต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเลือกคณะที่เหมาะสมกับความสามารถและงบประมาณ รวมถึงการวางแผนชีวิตหลังเรียนจบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหนี้ กยศ. หรือการต่อยอดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคต จะช่วยให้การเรียนต่อมหาวิทยาลัยเป็นไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ค่ะ มหาวิทยาลัยเองก็กำลังปรับตัวด้วยหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและเน้นทักษะที่ตลาดต้องการ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคมต่อไปค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ทำไมค่าเทอมมหาวิทยาลัยในไทยถึงดูเหมือนจะปรับขึ้นทุกปีเลยคะ?

ตอบ: สวัสดีค่ะ! เป็นคำถามที่โดนใจใครหลายคนเลยใช่ไหมคะ ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับวงการการศึกษามานาน และจากที่เห็นข่าวสารอยู่เรื่อยๆ มีหลายปัจจัยเลยค่ะที่ทำให้ค่าเทอมบ้านเรามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างแรกเลยก็คือเรื่องที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งปรับสถานะจาก “มหาวิทยาลัยของรัฐ” มาเป็น “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ตรงนี้แหละค่ะที่ทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาด้วย ทำให้ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐลดลง และหารายได้เองมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยก็สูงขึ้นตามไปด้วยค่ะ ทั้งค่าบุคลากร ค่าบำรุงรักษาอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ต้องทันสมัยอยู่เสมอ ยิ่งบางคณะที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางหรือมีแล็บแพงๆ ค่าเทอมก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีกค่ะ ไหนจะเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกปีอีก อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยเองก็ต้องพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้แข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาในรูปแบบของค่าเทอมนั่นเองค่ะ แต่ถึงแม้ค่าเทอมจะดูแพงขึ้นเรื่อยๆ ฉันก็ยังเชื่อนะคะว่าคุณภาพการศึกษาของบ้านเราก็พัฒนาไปมากเช่นกันค่ะ

ถาม: ถ้าค่าเทอมแพงมากๆ แล้วเราจะพอมีทางเลือกหรือตัวช่วยทางการเงินอะไรบ้างคะ?

ตอบ: อู้หู… คำถามนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ! อย่าเพิ่งท้อใจไปนะคะ เพราะฉันอยากจะบอกว่าถึงค่าเทอมจะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ยังมีทางออกและตัวช่วยดีๆ อีกเยอะเลยค่ะ จากที่ฉันเคยเห็นมากับตาตัวเอง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนก็ใช้ตัวช่วยเหล่านี้แหละค่ะ ทำให้ฝันทางการศึกษาเป็นจริงได้ อันดับแรกเลยคือ “ทุนการศึกษา” ค่ะ มีทั้งทุนของมหาวิทยาลัยเอง ทุนจากหน่วยงานภาครัฐ ทุนจากบริษัทเอกชน หรือแม้กระทั่งทุนจากมูลนิธิต่างๆ ทุนพวกนี้มีหลากหลายประเภทเลยค่ะ ทั้งทุนเรียนดี ทุนกิจกรรม ทุนช่วยเหลือนักศึกษาขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือแม้แต่ทุนเฉพาะทางสำหรับบางคณะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นทุนให้เปล่า ไม่ต้องใช้คืนด้วยนะคะ ลองเข้าไปดูข้อมูลที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย หรือตามประกาศของคณะได้เลยค่ะ อย่ามองข้ามเชียว!
อีกตัวช่วยที่สำคัญมากๆ คือ “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)” ค่ะ อันนี้ฉันอยากแนะนำเลย เพราะเพื่อนฉันหลายคนก็ใช้ กยศ. นี่แหละค่ะ เรียนจบมาได้สบายๆ กยศ.
เป็นเงินกู้ยืมสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือบางประเภทก็เปิดโอกาสให้ทุกคนกู้ได้นะคะ ที่สำคัญคือดอกเบี้ยต่ำมากๆ และมีระยะเวลาผ่อนชำระคืนที่ยืดหยุ่นมากๆ หลังเรียนจบแล้วค่อยเริ่มผ่อนชำระคืนได้เลยค่ะ ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนต่อโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอมจนเกินไป ลองศึกษาเงื่อนไขและวิธีการยื่นกู้ดูนะคะ มีรายละเอียดบอกชัดเจนเลยค่ะ

ถาม: นักเรียนและผู้ปกครองควรวางแผนการเงินยังไงดีคะ เพื่อให้พร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายมหาวิทยาลัย?

ตอบ: เป็นคำถามที่ฉลาดมากๆ เลยค่ะ! การวางแผนล่วงหน้าเนี่ยแหละคือกุญแจสำคัญเลยนะคะ จากประสบการณ์ส่วนตัวและที่ได้พูดคุยกับผู้ปกครองหลายท่าน การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดความกังวลไปได้เยอะเลยค่ะ อย่างแรกเลย ฉันแนะนำให้ “เริ่มเก็บออมแต่เนิ่นๆ” เลยค่ะ ไม่ว่าจะเริ่มจากน้อยๆ แต่สม่ำเสมอ ก็จะสะสมเป็นก้อนใหญ่ได้ในอนาคตค่ะ อาจจะเปิดบัญชีเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ หรือลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำสำหรับระยะยาวก็ได้นะคะ ต่อมาคือ “สำรวจข้อมูลและเปรียบเทียบค่าเทอม” ของแต่ละมหาวิทยาลัยและแต่ละคณะที่เราสนใจค่ะ เพราะค่าเทอมแต่ละที่ แต่ละคณะไม่เท่ากันเลยค่ะ คณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือสถาปัตยกรรมศาสตร์ มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคณะสายสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์นะคะ บางทีการเลือกมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ก็อาจจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเลยค่ะ อย่าลืม “พิจารณาทางเลือกอื่นๆ” ด้วยนะคะ เช่น สถาบันอาชีวศึกษา หรือมหาวิทยาลัยเปิดอย่าง ม.รามคำแหง หรือ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่ามากและยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียน ทำให้สามารถทำงานหารายได้พิเศษไปด้วยได้ค่ะ สุดท้ายนี้ การ “พูดคุยและวางแผนร่วมกันในครอบครัว” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยค่ะ การปรึกษาหารือกันถึงงบประมาณที่มี ความคาดหวัง และแนวทางที่เป็นไปได้ จะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวเข้าใจและเดินไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีความสุขค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าเราวางแผนดีๆ การเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็จะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ!

📚 อ้างอิง


➤ 1. 대학 등록비 – Wikipedia

– Wikipedia Encyclopedia